Select Language

Check Application Status
en

Resource Zone

พลังของการปฏิเสธ

Jia Jiang

Rate 1 Rate 2 Rate 3 Rate 4 Rate 5 0 Ratings Choose a rating
Please Login or Become A Member for additional features

Note: Any content shared is only viewable to MDRT members.

เมื่อ Jia Jiang ตระหนักว่าเขาปล่อยให้ความกลัวการปฏิเสธฉุดรั้งเขาไว้ เขาจึงตัดสินใจที่จะออกไปพยายามรักษาโรคปฏิเสธโดยการพยายามที่จะถูกปฏิเสธเพื่อที่เขาจะได้ไม่อ่อนไหวกับมัน สิ่งที่เขาค้นพบคือการตอบรับอย่างน่าประหลาดใจ และความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับเหตุผลที่เรากลัวการปฏิเสธ และเหตุผลที่เราไม่ควรปล่อยให้มันทำให้เราออกนอกทาง วิชาการนี้รวมถึงตัวอย่างที่น่าประทับใจของการกล้าถามปัญหา และการยอมรับโอกาส

มีกี่คนที่ชอบของขวัญบ้าง เยี่ยมเลย! เมื่อตอนที่ผมอายุ 6 ขวบผมได้รับของขวัญ ครูชั้นประถมของผมเกิดไอเดียเจ๋ง ๆ ขึ้นมา ครูอยากให้พวกเราสัมผัสกับการได้รับของขวัญและเรียนรู้คุณค่าของการให้คำชมเชยซึ่งกันและกัน ครูให้เราทุกคนมายืนหน้าห้องเรียน ครูซื้อของขวัญมาให้เราทุกคนแล้วซ่อนมันไว้ตามมุมห้อง ครูพูดว่า “ทำไมเราไม่ลองให้คำชมเชยซึ่งกันและกันบ้าง ถ้านักเรียนคนไหนได้ยินชื่อของตัวเองโดนเรียกให้ไปหยิบของขวัญและนั่งลงได้” มันเป็นไอเดียที่เยี่ยมเลยใช่ไหม มันจะมีอะไรผิดพลาดไปได้

เรามีกันอยู่ 40 คนและทุกครั้งที่ผมได้ยินชื่อของคนอื่นโดนเรียก ผมจะออกเสียงเชียร์เพื่อนหมดใจเลย แล้วมันก็เหลือแค่ 20 คน แล้วก็เหลือ 10 คน แล้วก็ 5 แล้วก็ 3 ผมเป็นหนึ่งในนั้น แล้วอยู่ ๆ คำชมเชยก็หยุดไป ณ ตอนนั้นผมร้องไห้ ครูก็ตกใจ ครูพูดว่า “เฮ้ ไม่มีใครอยากให้คำชมเชยนักเรียนทีเหลือบ้างเลยเหรอ ไม่มีเลยเหรอ โอเค ทำไมไม่ไปหยิบของขวัญแล้วนั่งลงนะ ปีหน้าต้องประพฤติตัวให้เรียบร้อยนะแล้วอาจจะมีคนชมก็ได้”

จากที่ผมกำลังอธิบายให้พวกคุณฟัง พวกคุณคงรู้ว่าผมจำมันได้เป็นอย่างดีเลย

แต่ผมไม่รู้ว่าใครรู้สึกแย่กว่ากันวันนั้น ผมหรือว่าครู ครูคงจะเห็นแล้วว่าเธอได้เปลี่ยนสถานการณ์ของการสร้างความเป็นทีมเป็นการเผาเด็กอายุหกขวบสามคนสดในที่สาธารณะ และมันก็ไม่ได้ติดตลกด้วย เวลาที่คนโดนเผาสด ๆทางทีวีมันจะตลกนิด ๆ วันนั้นไม่มีอะไรตลกเลยสักนิด

มันเป็นอีกเวอร์ชั่นหนึ่งของผมและผมจะยอมตายเสียดีกว่าถ้าจะต้องเจอสถานการณ์แบบนั้นอีก—ได้รับการปฏิเสธในที่สาธารณะเป็นเวอร์ชั่นหนึ่ง แล้วกลอไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วอีกแปดปี Bill Gates มาที่เมืองของผมที่ปักกิ่งประเทศจีนเพื่อพูดและผมเข้าใจข้อความของเขา ผมตกหลุมรักเขาเลย ผมคิดว่า ว้าว ผมรู้แล้วว่าอยากทำอะไร คืนนั้นผมเขียนจดหมายหาครอบครัวของผมบอกพวกเขาว่า “เมื่อผมอายุ 25 ผมจะสร้างบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก และบริษัทนั้นจะต้องซื้อไมโครซอฟท์”

ผมตั้งเป้าหมายที่จะครองโลก—อำนาจครอบงำใช่ไหม ผมไม่ได้แต่งขึ้นเอง; ผมเขียนจดหมายนั้นจริง ๆ นี่ไงจดหมาย [ภาพ]

พวกคุณไม่ต้องอ่านมันหรอก มันเป็นลายมือที่แย่มาก แต่ผมขีดเน้นคำที่สำคัญ ๆ เอาไว้ พวกคุณน่าจะได้ไอเดีย

นั่นคืออีกเวอร์ชั่นของผม—เวอร์ชั่นที่ต้องการครองโลก

สองปีถัดมา ผมได้รับโอกาสที่จะมาที่สหรัฐอเมริกา ผมรีบคว้าโอกาสนั้นทันทีเพราะมันเป็นที่ที่ Bill Gates อาศัยอยู่

ผมคิดว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางการเป็นผู้ประกอบการของผม กลอไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วอีกสิบสี่ปี ผมอายุ 30 ปี ไม่ครับ ผมไม่ได้สร้างบริษัทนั้น ไม่ได้เริ่มด้วยซ้ำ ผมเคยเป็นผู้จัดการการตลาดให้กับบริษัท Fortune 500 ผมจมปลักอยู่กับที่; ผมไม่มีการพัฒนา ทำไมงั้นเหรอ เด็กอายุ 14 ที่เขียนจดหมายนั่นอยู่ไหน มันไม่ใช่เพราะเขาไม่ได้พยายามแต่มันเป็นเพราะว่าทุกครั้งที่ผมเกิดไอเดีย ทุกครั้งที่ผมอยากได้อะไรใหม่ ๆ แม้กระทั่งที่ทำงาน—ไม่ว่าผมอยากจะเขียนข้อเสนอหรือว่าขึ้นพูดต่อหน้าผู้คนในกลุ่ม—ผมรู้สึกได้ถึงสงครามภายในระหว่างเด็กอายุ 14 และเด็กอายุ 6 ขวบ คนที่อยากจะครองโลก ทำให้เกิดความแตกต่างและอีกคนที่กลัวการได้รับการปฏิเสธ ทุกครั้งเด็กอายุ 6 ขวบชนะ

ความกลัวนี้ยังคงมีอยู่หลังจากที่ผมเริ่มต้นบริษัทของตัวเอง ผมสร้างบริษัทของตัวเองตอนที่ผมอายุ 30—ถ้าคุณต้องการเป็น Bill Gates คุณต้องเริ่มไม่ช้าก็เร็วใช่ไหม ตอนที่ผมเป็นผู้ประกอบการผมมีโอกาสในการลงทุนแต่แล้วผมก็โดนปฏิเสธ การได้รับการปฏิเสธทำให้ผมเจ็บ มันทำให้ผมเจ็บมากจนผมอยากจะยอมแพ้ ณ ตรงนั้น แล้วผมก็คิดว่า เฮ้ ถ้า Bill Gates ยอมแพ้หลังจากการถูกปฏิเสธการลงทุนง่าย ๆ จะมีผู้ประกอบการคนไหนยอมแพ้ง่าย ๆ แบบนั้นไหม ไม่มีทาง นี่เป็นส่วนที่ทำให้ผมเข้าใจ โอเค ผมสามารถสร้างบริษัทที่ดีกว่านี้ได้ ผมสามารถสร้างทีมหรือผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่านี้แต่มีอย่างหนึ่งที่แน่นอนคือ: ผมต้องเป็นผู้นำที่ดีกว่านี้ ผมต้องเป็นคนที่ดีกว่านี้ ผมจะปล่อยให้เด็กอายุ 6 ขวบคนนั้นกำหนดชีวิตของผมไม่ได้ ผมต้องพาเขากลับไปอยู่ในที่ของเขา

นี่คือตอนที่ผมเข้าโลกออนไลน์เพื่อหาความช่วยเหลือ กูเกิ้ลเป็นเพื่อนของผม

ผมค้นหา: “จะเอาชนะความกลัวการถูกปฏิเสธได้อย่างไร” ผมอ่านเจอบทความเกี่ยวกับจิตวิทยามากมายเกี่ยวกับที่มาของความกลัวและความเจ็บปวด แล้วผมก็เจอบทความที่ให้แรงบันดาลใจที่ว่า “อย่าเอามาเป็นเรื่องส่วนตัว; ลืมมันซะ” มีใครไม่รู้บ้าง

แล้วทำไมผมถึงยังกลัวอยู่ แล้วผมก็เจอเว็บไซต์หนึ่งด้วยโชค ชื่อว่า rejectiontherapy.com

การบำบัดการถูกปฏิเสธเป็นเกมที่ถูกสร้างขึ้นมาโดย Jason Comely เป็นผู้ประกอบการชาวแคนาดา โดยพื้นฐานแล้วไอเดีย คือให้ออกตามหา 30 วันของการถูกปฏิเสธและทุกวันคุณจะถูกปฏิเสธเกี่ยวกับอะไรสักอย่าง แล้วในที่สุดคุณทำให้ตัวคุณเองมีความรู้สึกกลัวน้อยลงแล้วกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งขึ้น ผมชอบไอเดียนั้น

ผมพูดว่า “รู้อะไรไหม ผมจะทำ” แล้วผมถ่ายวิดีโอตอนที่ผมโดนปฏิเสธ 100 วัน ผมคิดไอเดียการถูกปฏิเสธคนอื่นขึ้นมาเองและทำวิดีโอลงบล็อก ผมอยากจะเป็นสุดยอดของความเลวร้าย

สิ่งที่ผมทำคือ ขอเงิน $100 จากคนแปลกหน้า หรือวันถัดมาผมจะขอเติมเบอร์เกอร์ และวันถัดมาผมไปขอให้ร้านสัตว์เลี้ยงตัดผมให้ผม

ถูกปฏิเสธ

แต่ในขณะที่ผมทำสิ่งเหล่านี้ สิ่งแปลก ๆ เกิดขึ้น ผู้คนเริ่มที่จะตอบรับผม ตัวอย่างเช่น วันหนึ่งผมมีลูกบอลอยู่ในมือของผมแล้วผมไปเคาะประตูของคนแปลกหน้า เขาเปิดประตู เขาเป็นผู้ชายตัวใหญ่ที่มีธงเท็กซัสเบ้อเริ่มบนเสื้อของเขา ถ้าคุณมาจากเท็กซัส คุณจะรู้ว่าคนที่นั่นทำแบบนั้น ผมถามเขาว่า “ผมขออนุญาตเล่นฟุตบอลในสนามหญ้าของคุณได้ไหม” เขาตอบว่า “ฟุตบอลในสนามหญ้าของผม” เขามองผมและเห็นว่าผมจริงจัง ผมแต่งเต็มยศเลย มีทั้งลูกฟุตบอล รองเท้าสตั๊ดและที่ป้องกันคาง เขาพูดว่า “ได้สิ เข้ามาเลย” ผมคิดในใจว่า แล้วไงต่อ ผมจะเล่นฟุตบอลคนเดียวได้ยังไงในสนามหญ้า ผมเข้าไปแล้วก็ลองเดาะเล่น ๆ ดู ก่อนที่ผมจะกลับ ผมถามว่า “ทำไมคุณถึงตอบตกลงกับผม” เขาตอบว่า “มันโคตรจะประหลาดเลย จะให้ผมปฏิเสธได้อย่างไร”

แล้วอีกวันหนึ่งผมขับรถและเจอรถตำรวจ ผมถามเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “ผมขอขับรถของคุณได้ไหม ผมไม่ได้คิดจะขโมยแล้วก่อเรื่องอะไร; ผมแค่อยากจะลองขับแล้วฟังวิทยุของคุณ ผมอยากจะรู้สึกเหมือนเป็นตำรวจ” เขาตอบว่า “ได้เลย ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” วันนั้นผมได้ขับรถตำรวจ

แล้วก็มีอีกวันหนึ่งที่ผมได้แต่คำตอบตกลงทั้งนั้น ผมเริ่มหงุดหงิด ผมพูดว่า “มันสมควรที่จะเป็นการบำบัดการถูกปฏิเสธ ไม่ใช่การบำบัดการยอมรับ ยังไงซะผมก็ต้องถูกปฏิเสธ ลองขับเครื่องบินดูไหม" ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเครื่องบินขับอย่างไร; ผมแค่อยากโดนปฏิเสธเท่านั้นในวันนั้น ผมไปที่สนามบินที่ Austin และถามชายที่หน้าตาเหมือนจะเป็นนักบินว่า “คุณมีเครื่องบินไหม” เขาตอบว่า “มี” ผมถามว่า “ผมขอขับได้ไหม” เขาถามว่า “คุณรู้ไหมว่าขับอย่างไร” ผมตอบว่า “ไม่” เขาบอกผมว่า “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมจะสอนคุณเอง ไปกันได้เลย” ผมถามว่า “ทำไม เกิดอะไรขึ้น” กลายเป็นว่าเขาไม่ได้มีเครื่องบินเจ็ทเพื่อธุรกิจ; เขามีเครื่องบินไจโรซึ่งคือเฮลิคอปเตอร์ขนาดจิ๋ว หรือมอเตอร์ไซค์ที่บินได้กลางอากาศนั่นเอง เขาเป็นพวกชอบทำงานอดิเรก เขาอยากจะโชว์ให้ทุกคนดูว่าเครื่องบินจิ๋วของเขาเจ๋งแค่ไหน เขาสอนให้ผมขับมัน มันมหัศจรรย์มาก

ผมมีวิดีโอที่เป็นหลักฐานของกิจกรรมเหล่านี้ทั้งหมด คุณเข้าไปดูในบล็อกของผมเพื่อดูได้ พูดถึงวิดีโอผมขอแสดงวิดีโอหนึ่งวิดีโอให้คุณดูถึงการขอการถูกปฏิเสธแล้วไม่ได้รับมัน นี่ครับ

พวกนี้คือโดนัท [ภาพ] ตอนที่ผมเดินออกจากร้าน ผมแทบไม่อยากจะเชื่อการบริการลูกค้าและความมีน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ โลกทั้งโลกก็ไม่เชื่อเหมือนกัน วิดีโอได้รับการชมถึงห้าล้านวิวทางยูทูป

เพราะเหตุนี้ผมถึงได้ลงข่าวไปทอล์คโชว์แทบทุกอย่างแล้วผมก็ดังขึ้นมา หลาย ๆ คนเริ่มเขียนอีเมลมาหาผมว่า “สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่มันยอดมาก” แต่รู้ไหมว่าความโด่งดังและการมีชื่อไม่ได้ทำอะไรให้ผมเลย สิ่งที่ผมต้องการจริง ๆ คือ เรียนรู้และเปลี่ยนตัวเอง ผมเลยเปลี่ยนให้ 100 วันของผมกลายเป็นสวนสนุก เป็นโปรเจคงานวิจัย ผมอยากจะรู้ว่าผมสามารถเรียนรู้ได้

ผมได้เรียนรู้หลายอย่าง สิ่งที่ผมเรียนรู้สิ่งแรกคือ การปฏิเสธคืออะไร มันคืออะไรที่เรากลัวกัน กลับกลายเป็นว่าการปฏิเสธเป็นเพียงตัวเลข เมื่อคุณได้รับการปฏิเสธมากพอมันจะกลายเป็นตกลง มีใครเป็นแฟนแฮรี่ พอร์ตเตอร์ไหม ผมเป็น แฮรี่ พอร์ตเตอร์เป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่นักเขียน J. K. Rowling โดนปฏิเสธมาทั้งหมด 12 ครั้งก่อนที่หนังสือของเธอได้รับการตีพิมพ์ การลองครั้งที่ 13 ประธานสำนักพิมพ์ปฏิเสธเธอเช่นกัน แต่ส่งต้นฉบับให้ลูกสาวของเขาอ่านผู้ซึ่งไม่ยอมวางมันลง แล้วเธอก็อ่านมันจนจบ นั่นคือเหตุผลที่ได้ตีพิมพ์ ที่เหลือกลายเป็นอดีต ถ้า J. K. Rowling ถูกปฏิเสธ 12 ครั้งก่อนที่ แฮรี่ พอร์ตเตอร์จะได้รับการตีพิมพ์แล้วเราจะต้องโดนปฏิเสธสักกี่ครั้งกว่าจะได้ตีพิมพ์หนังสือของเราเอง

การถูกปฏิเสธเป็นเพียงความเห็น ผมคิดว่าโลกเราต้องการหลายอย่าง เราต้องการความรัก ความเห็นใจ แน่นอนห้องน้ำมากกว่านี้ และเครื่องดื่มฟรี แต่หนึ่งสิ่งที่เรามีมากเหลือเกินคือ ความคิดเห็น ถ้าคุณไม่เชื่อผม ลองเปิดทีวีหรือลองเล่นอินเตอร์เน็ตดู ทุกคนมักจะมีสิ่งที่ต้องพูดเกี่ยวกับอะไรสักอย่าง พวกเขารอแทบไม่ไหวที่จะบอกคุณว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับโลก การปฏิเสธไม่ใช่อะไรมากไปกว่าความคิดเห็นและความชอบส่วนตัวของคนที่ปฏิเสธ จริง ๆ แล้วผู้ปฏิเสธกับผู้โดนปฏิเสธอยู่ตำแหน่งเดียวกันแต่เรากลับคิดว่ามันเป็นความจริงเกี่ยวกับตัวเราเองแล้วเอามันมาเป็นอารมณ์ส่วนตัว

การถูกปฏิเสธก็เหมือนไก่; ไม่อร่อยก็แหยะ ขึ้นอยู่ว่าเราประกอบอาหารอย่างไร ความกลัวที่จะถูกปฏิเสธคือ สิ่งที่ทำให้เราพิการ จริง ๆ แล้วคนที่เปลี่ยนโลก เปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองและวิธีการคิด คือ คนที่เคยพบกับการถูกปฏิเสธที่รุนแรงและสำคัญ แต่พวกเขาไม่ได้วิ่งหนี ผู้คนชอบ Luther King Jr., Mahatma Gandhi, Nelson Mandela, หรือแม้กระทั่ง Jesus Christ คนพวกนี้ไม่ได้ปล่อยให้การถูกปฏิเสธเป็นตัวกำหนดความเป็นตัวเอง พวกเขายอมให้การตอบสนองจากการถูกปฏิเสธนิยามความเป็นตัวตนของเขา พวกเขาโอบรับการถูกปฏิเสธ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นพวกเขาเพื่อที่จะโอบรับการถูกปฏิเสธ แม้กระทั่งที่ปรึกษาทางการเงิน การสร้างธุรกิจของตัวเอง การก้าวไปข้างหน้าเมื่อคุณโดนปฏิเสธ แทนที่จะวิ่งหนีลองถามตัวเองฉันมีค่าพอสำหรับการปฏิเสธนี้ไหม

ก่อนที่ผมจะจบการพูดของผม ผมอยากจะขอทิ้งท้ายความคิดสุดท้ายของผมซึ่งเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมได้เรียนรู้จาก 100 วันของการถูกปฏิเสธแค่สองคำ: แค่ถาม

จำตัวอย่างที่ผมยกให้ฟังได้ไหมเกี่ยวกับนักบินที่สนามบินที่ผมขอขับเครื่องบินจิ๋วของเขา แล้วเขาตอบว่าได้ ผมเคยขึ้นเครื่องบินหลายครั้งและทุกครั้งผมจะต้องถอดรองเท้า เข็มขัดเพื่อเดินผ่านเครื่องสแกนที่ก่อให้เกิดมะเร็ง “กระดูก” และนั่งบนพรมสกปรกเพื่อเติมแบตเตอรี่โทรศัพท์ แต่เที่ยวบินนี้มีแต่ความสุดยอด ผมบินเหมือนนกเลย นาทีหนึ่งผมอยู่เหนือไร่ข้าวโพดเกือบสองฟุต แล้วบินว่อนไปมาเหมือนนกนางนวลเหนือท้องทะเล อีกนาทีหนึ่งผมอยู่สูงเป็น 1,000 ฟุตกลางท้องฟ้าเป็นส่วนหนึ่งกับเมฆ ช่วงเวลาเหล่านี้ผมมีอยู่เพียงความคิดเดียว: จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่ถาม ผมคงไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย ผมนึกถึงคนที่เขียนอีเมลหาผมเพื่อเล่าเรื่องราวของเขาให้ผมฟัง ถ้าเรายอมให้ความกลัวกำหนดชีวิตเราและเลี่ยงการถูกปฏิเสธ บริษัทอาจจะไม่ได้รับการสร้างหรือพนักงานคงลาออกกันหมดก่อนกำหนด หนังสืออาจจะไม่ได้ตีพิมพ์ การเปลี่ยนแปลงของโลกคงไม่เริ่ม

เรากลัวการถูกปฏิเสธเพราะเราคิดว่ามันเป็นลบและน่ากลัว เราจะเสียบางอย่างไปถ้าเราถามแล้วโดนปฏิเสธ ดังนั้นถ้าเราไม่ถาม มันก็จะเป็นการหลีกเลี่ยงแง่ลบและได้รับแง่ดีไปโดยปริยายใช่ไหม จริง ๆ แล้วมันคือการโกหก มันคือเรื่องโกหกที่เราบอกตัวเองทุกวันเพราะเมื่อเราไม่ได้ถูกปฏิเสธ เรากลัว คุณได้ปฏิเสธตัวเองไปแล้ว ถ้าจะมีใครปฏิเสธคุณขอให้เป็นทั้งโลกที่ปฏิเสธคุณ ไม่ใช่ตัวคุณเอง

Jiang

Jia Jiang เป็นผู้ก่อตั้ง Wuju Learning องค์กรที่สอนผู้คนให้ปราศจากความกลัว และเอาชนะการปฏิเสธ วิทยากร, บล็อกเกอร์ และผู้เขียนหนังสือ “Rejection Proof: How I Beat Fear and Became Invincible Through 100 Days of Rejection” (เกราะป้องกันความกลัว) การพูดใน TedX talk ของเขาเป็น Top 200 ใน 60,000 ของผู้พูดทั้งหมด เรื่องราวของเขา ได้รับการเผยแพร่ใน Bloomberg Businessweek, Yahoo News, Forbes and the Huffington Post

 

{{GetTotalComments()}} Comments

Please Login or Become A Member to add comments