Select Language

Check Application Status
en

Resource Zone

พลังแห่งการเลือก

Anne Mahlum

Rate 1 Rate 2 Rate 3 Rate 4 Rate 5 0 Ratings Choose a rating
Please Login or Become A Member for additional features

Note: Any content shared is only viewable to MDRT members.

ตอนเด็กๆ ภาพของชีวิตที่เรียบง่ายของ Anne Mahlum ต้องสั่นคลอน เมื่อเธอรู้ว่าพ่อของเธอติดการพนัน ในวิชาการนี้เธออธิบายว่าเธอกลายเป็นคนมุ่งมั่น ไม่ปล่อยให้ความประหลาดใจ และความผิดหวังทำให้เธอออกนอกทางได้อย่างไร ในขณะที่เธอมีความหลงใหลในการวิ่ง และในที่สุดเธอเริ่มก่อตั้งสโมสรนักวิ่งที่ไม่แสวงกำไรเพื่อหาเงินช่วยคนไร้บ้าน วิชาการนี้พูดถึงความสำคัญในการควบคุมทางเลือกของคุณ และการจดจำไว้เสมอว่าทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดล้วนต้องการให้คนอื่นมองเห็น, ยอมรับ และรักด้วยกันทั้งนั้น

ฉันเติบโตขึ้นมาในบิสมาร์ค รัฐดาโคต้าเหนือและฉันมีวัยเด็กที่น่าทึ่งมาก ฉันค่อนข้างเก่งกีฬา ฉันเรียนดี มีเพื่อนเยอะและมีเด็กผู้ชายค่อนข้างเยอะที่วิ่งไล่ตามฉันรอบ ๆ สนามเด็กเล่น ฉันคิดว่าฉันรู้ทุกเรื่องเมื่อตอนอายุ 12

ฉันรู้ว่าชีวิตของฉันจะเป็นอย่างไรจนฉันเก็บสิ่งที่ฉันคิดว่าโลกจะเป็นเมื่อฉันโตขึ้นไว้ในกล่องใต้ที่นอนและในกล่องนั่นคือ รูปบ้านหลังใหญ่สีขาว ล้อมด้วยรั้วไม้ และรูปที่ฉันคิดว่าลูกของฉันจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรและสามีจะเป็นอย่างไร ฉันคิดว่าชีวิตของฉันจะง่ายขนาดนั้นเพราะตอนอายุ 12 มันรู้สึกแบบนั้น

เมื่อตอนฉันอายุ 16 ฉันได้รับความจริงอย่างหนัก พ่อของฉันกลับมาบ้านเร็วกว่าปกติและบอกให้ฉัน น้องชาย และพี่สาวออกไปข้างนอกสักพักเพื่อที่ท่านจะได้คุยกับแม่ มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ฉันรู้ทันทีว่ามีอะไรผิดปกติแต่เราก็ไปข้างนอก ฉันเป็นคนแรกที่กลับมาบ้าน แม่ไม่อยู่ส่วนพ่อนั่งอยู่ข้างบน หน้าเศร้าหมองและอับอายไม่มีอะไรที่เหมือนกับพ่อที่เป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ฉันเคยรู้จักมาเป็นเวลา 16 ปี วันนั้นเป็นวันที่ฉันได้รู้ว่าพ่อของฉันติดการพนัน

อันที่จริงฉันไม่ค่อยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเสพติดเมื่อตอนอายุ 16 ปี ฉันจึงไม่เข้าใจมากนักเมื่อได้ยินแต่ไม่ช้าฉันก็พบว่ามันไม่ใช่ครั้งแรกที่พ่อเกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติด เขาได้ผ่านการฟื้นตัวจากการเสพยาและเหล้าตั้งแต่ฉันยังเล็ก ฉันไม่เคยเห็นพ่อต่อสู้กับสิ่งเหล่านั้นแต่แม่เห็นมานานหลายปี แม่ต่อสู้กับการหลอกลวง การโกหก การโกงและการขาดความรับผิดชอบ—คำพูดที่ฉันไม่คิดจะใช้พูดถึงพ่อแต่สำหรับแม่ ไม่มีทางที่แม่จะยอมสู้กับมันอีก แค่นั้นเอง แม่ไล่พ่อออกจากบ้านวันนั้น

มันสำคัญมากที่จะต้องรู้ว่าฉันกับพ่อสนิทกันมาก พ่อเป็นคนโปรดของฉัน มีผู้คนในชีวิตที่มีผลกระทบที่ลึกซึ้งกับเรา พ่อของฉันเป็นแฟนตัวยงของฉัน พ่อจะขับรถสี่ชั่วโมงเพื่อมาดูฉันเล่นบาสเก็ตบอลและตอนที่ฉันกระโดดยิงด้วยท่าที่สวยงาม มันก็ไม่ได้ดีอะไรขนาดนั้น สำหรับเด็กอายุ 16 ปีที่รักพ่อมากกว่าชีวิต ฉันโกรธมาก

ฉันใช้เวลาสามปีถัดมาสร้างความสัมพันธ์ที่เลวร้ายกับแม่ แม่ทำลายชีวิตของฉันและการที่พ่อแม่แยกทางกันไม่ได้อยู่ในกล่องใต้เตียงของฉัน ฉันพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมพ่อถึงต้องไปบ่อนคาสิโนและทำไมเขาถึงไม่หยุด เขาทำไม่ได้ เขาพยายามอธิบายให้ฉันฟังว่าทุกครั้งที่เขาไปคาสิโน เขาคิดตลอดเวลาว่าเขาจะทำอะไรบ้างถ้าเขาชนะ พ่อของฉันไม่ใช่คนเลว เขาแค่ติดพนัน อย่างไรก็ตาม ฉันเริ่มเป็นฝ่ายที่ต้องโดนหลอกลวง โดนโกหก และโดนโกง และรับมือกับความไม่รับผิดชอบ ฉันบอกคุณได้เลยว่ามันยากมากที่จะรักคนที่ติดสิ่งเสพติด

ฉันต้องทำอะไรสักอย่างกับพลังงานเชิงลบทางอารมณ์ทั้งหมดที่ฉันมีอยู่ภายในตัวฉัน โชคดีที่ฉันรักการเล่นกีฬาและการออกกำลังกายมาก ฉันจึงเริ่มวิ่ง ฉันได้รับบทเรียนที่สวยงามอย่างรวดเร็วจากการวิ่ง การวิ่งสอนให้เรารู้ว่าเราไม่มีทางเลือกในชีวิตแต่จะต้องทำทุกอย่างทีละขั้นทีละตอน ไม่มีทางที่คุณจะไปจากไมล์ที่หนึ่งถึงไมล์ที่ห้าได้โดยไม่ต้องผ่านส่วนที่ยากระหว่างทางด้วย เมื่อคุณมองไปข้างหน้าและเห็นเนินเขาหรือหลุม คุณมีทางเลือก คุณสามารถพูดว่าฉันจะหันหลังกลับแล้วไปทางที่ฉันวิ่งมาแล้วไม่กี่ไมล์ หรือพูดว่าฉันจะไปทางซ้ายหรือไปทางขวา มันง่ายมากที่จะหาคำแก้ตัวในชีวิต หรือเราอาจพูดว่าแล้วถ้าฉันทำงานหนักนั้นล่ะ ถ้าฉันผลักดันตัวเองให้ขึ้นเขาได้ล่ะ เพราะถ้าฉันไปให้ไกลกว่านี้ ยากกว่านี้จะมีถนนที่เรียบกว่า และสวยงามกว่านี้ข้างหน้าและอาจมีหลุมน้อยกว่านี้ก็ได้

ฉันตัดสินใจแบบนี้กับชีวิตของฉัน: ฉันจะทำทุกอย่างให้ได้สิ่งที่ฉันเคยอยากได้ ฉันจะทำทุกอย่างให้ได้ชีวิตที่อยู่ในกล่องใต้เตียงของฉัน ฉันไม่จำเป็นต้องเป็นเหยื่อของทางเลือกที่พ่อเลือก ฉันไม่จำเป็นต้องแสดงออกมา ฉันไม่จำเป็นต้องหันหายาเสพติดหรือเหล้า ฉันไม่จำเป็นต้องให้การตัดสินใจของพ่อมามีอิทธิพลกับฉันในทางลบ ถ้าฉันไม่ยอมมัน

ฉันจึงเข้าเรียนที่วิทยาลัยและจบการศึกษาก่อนกำหนดด้วยปริญญาสองใบ ฉันตัดสินใจกู้เงินเพื่อไปศึกษาต่อมหาวิทยาลัยและจบการศึกษาก่อนกำหนดเหมือนกัน ฉันมีภารกิจที่ต้องทำ ฉันต้องมีความสุขและฉันไม่ต้องการเสียเวลา ฉันต้องการไปให้ถึงที่ที่อยู่ในกล่อง

ฉันพบตัวเองอยู่ที่เมืองฟิลลี่ เมื่อตอนอายุ 24 ทำงานให้กับบริษัทที่ไม่แสวงกำไรและจากอายุ 24 ถึง 26 ฉันไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร ฉันผลักดันและดำเนินชีวิตไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วตลอดทั้งชีวิตและเชื่อมั่นมากว่าถ้าฉันได้ไปถึงที่ที่อยู่ในกล่องนั่น ฉันจะมีความสุข จากนั้นฉันก็เริ่มตั้งคำถามว่าฉันต้องการสิ่งเหล่านั้นจริงเหรอ ฉันไม่คิดว่าฉันอยากมีลูกและไม่แน่ใจว่าอยากแต่งงาน ฉันไม่คิดว่าฉันต้องการบ้านหลังใหญ่ในแถบชานเมือง ฉันคิดว่าฉันต้องการความหมายและจุดประสงค์บางอย่างในชีวิต แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ทำไมกันแน่

ฉันเริ่มค้นหาสิ่งเหล่านั้นมากจนทำให้ฉันหมกมุ่นอยู่กับมัน ฉันออกตามหาภาษิตแห่งชีวิตและมุ่งมั่นที่จะหาคำตอบให้กับชีวิตฉัน ถ้าจะมีใครบอกฉันสักหน่อยก็คงจะดีมาก มันเป็นกระบวนการที่เหงาจริง ๆ ฉันไปถึงจุดที่ฉันผิดหวังมากจนฉันออกจากงาน ฉันลาออกจากงานเพราะคิดว่าถ้าฉันถอดตาข่ายความปลอดภัยหรือผ้าห่มนิรภัยออก ฉันจะถูกบังคับให้ต้องทำอะไรสักอย่าง

ฉันจึงลาออกจากงานแต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันรู้เกี่ยวกับตัวเองในเวลานี้คือ ฉันเป็นนักวิ่ง ช่วงนั้นฉันวิ่งมาราธอนหลายครั้ง ฉันจะวิ่งทุกเช้าตอน 5.30น. ไม่ว่าจะฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน วันศุกร์ วันเสาร์ หรือวันอังคาร— ไม่ใช่เพราะใครบอกให้ฉันวิ่ง หรือบังคับฉันให้วิ่งแต่เพราะนั่นเป็นที่ที่ฉันอยากจะไป ฉันรู้สึกมีชีวิตชีวา ฉันรู้สึกควบคุมสถานการณ์ได้ ฉันรู้สึกมีพลังและรู้สีกแข็งแกร่งและไม่มีอะไรแตะต้องฉันได้

ทุกเช้าฉันวิ่งผ่านเพิงอาศัยของคนเร่ร่อนเป็นเวลา 2 ปีและฉันไม่เคยคิดถึงคนที่ฉันเห็นที่นั่น— เพราะพวกเขาเป็นคนเร่ร่อนและฉันไม่มีอะไรที่เหมือนกับคนเร่ร่อน ฉันวิ่งอีกฝั่งของถนนใส่หูฟังแต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามในปี 2007 ผู้ชายกลุ่มนี้เริ่มโบกมือให้ฉัน ฉันมาจากดาโคต้าตอนเหนือและถ้าคุณโบกมือให้ฉัน นั่นแปลว่าฉันจะโบกมือกลับ หลังจากนั้นเราก็เริ่มสร้างสัมพันธ์ต่อกันอย่างสนุกสนานทุกเช้า อยู่ดี ๆ ฉันก็เกิดไอเดีย ทำไมฉันถึงวิ่งผ่านคนกลุ่มนี้เฉย ๆ แล้วทิ้งพวกเขาไว้ตรงนั้น ทำไมฉันถึงได้เป็น นักวิ่งแล้วพวกเขาจะต้องเป็นคนเร่ร่อนอยู่ ณ มุมนั้น ฉันรู้สึกว่าฉันถูกดึงดูดเข้าไปหาพวกเขา ฉันรู้ทันทีว่าทำไม เพราะพวกเขาทำให้ฉันนึกถึงพ่อที่ติดยาเสพติดและนั่นคือสิ่งที่ฉันมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนพวกนี้ เขาเป็นคนตลกและชอบเสียดสี ค่อนข้างก้าวร้าว มันเหมือนแม่เหล็ก

ฉันตื่นเต้นกับความคิดใหม่นี้ซึ่งคือ ฉันจะตั้งชมรมนักวิ่งให้กับผู้ที่อยู่ในบ้านพักนั้น ฉันโทรหาผู้อำนวยการบ้านพักพิง เขาพยายามคิดหาวิธีพูดให้สุภาพที่สุดที่จะบอกฉันว่าพวกเร่ร่อนพวกนี้ไม่วิ่งกัน ฉันพูดว่า “คุณแค่ถามเขาหน่อยได้ไหม ถ้าคุณแค่ถามพวกเขา ฉันจะไปที่นั่นสามวันต่อสัปดาห์จันทร์ พุธและศุกร์ ฉันจะเอาเสื้อผ้าและรองเท้าไปเอง ไม่มีใครต้องทำอะไรทั้งนั้น” เขาเตือนฉันว่าอย่าหวังอะไรมากนัก

อย่างที่ฉันบอกฉันลาออกจากงานและกำลังสัมภาษณ์งานอื่นอยู่ ฉันได้รับการทาบทามโดยบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองฟิลาเดลเฟียชื่อ Comcast และเขาต้องการให้ฉันทำงานในแผนกกิจการสัมพันธ์กับรัฐบาลด้วยเงินเดือนหกหลัก ตัวเลือกหุ้น—ซึ่งฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไรตอนนั้นและสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ มันเป็นทุกอย่างที่คนอายุ 26 ควรจะต้องการและหากมีส่วนไหนในตัวฉันที่คิดว่าฉันต้องการชีวิตแบบนี้ตอนเป็นเด็ก แน่ล่ะว่านี่คือโอกาส ฉันจึงตกลงทำ ฉันตกลง แต่ขอเวลา 5 สัปดาห์เพื่อจัดการให้ชมรมวิ่งดำเนินการไปได้และหาคนที่จะทำต่อโดยไม่ต้องมีฉัน โชคดีที่เขาตอบตกลง

ฉันรบเร้าผู้อำนวยการบ้านพักพิงและไม่ช้าฉันก็ได้อีเมลพร้อมกับชื่อผู้ชาย 9 คนและขนาดรองเท้ากับคำพูดว่า “เอาล่ะ แอนแล้วยังไงต่อ” ฉันตื่นเต้นมาก ฉันได้รองเท้าที่บริจาคให้กับชายเหล่านั้น ฉันได้เสื้อ ฉันได้กางเกงและฉันได้ทำสัญญาคำอุทิศเพราะฉันกำลังจะได้เจอกับพวกเขาเป็นครั้งแรก สัญญาคำอุทิศเขียนว่า “หากคุณต้องการเป็นส่วนหนึ่งของชมรมวิ่งนี้ คุณต้องทำบางอย่างสักสองหรือสามอย่าง คุณต้องตรงต่อเวลา คุณต้องมาสามวันต่อสัปดาห์ ไม่ใช่สองวัน คุณต้องมาพร้อมกับทัศนคติที่เป็นบวกและคุณต้องสนับสนุนเพื่อนร่วมทีม”

คืนนั้นฉันจึงเดินเข้าไปพร้อมกับสัญญาคำอุทิศและรองเท้า เสื้อผ้าสำหรับชายเหล่านั้น มีชายแอฟริกันอเมริกันผิวดำ 8 คนและผิวขาว 1 คนพร้อมกับกอดอก มองฉันด้วยความสงสัยว่า ผู้หญิงผิวขาวผมทองคนนี้มาทำอะไรที่นี่ พวกเขาสงสัยว่าฉันจะได้อะไรจากการทำสิ่งนี้ และฉันต้องการอะไรจากพวกเขา ฉันเปิดอกและเริ่มเล่าเรื่องของพ่อฉันทันทีและอธิบายว่าการวิ่งได้ช่วยอะไรฉันบ้าง ฉันไม่ได้พูดเล่น ฉันรู้สึกว่าได้พบกับคนที่ถูกชะตา หลังจากสองปีที่ฉันไม่รู้สึกอยากคบกับใครและไม่เข้าสังคม และไม่แน่ใจว่าฉันต้องการทำอะไร มันเกิดขึ้นในทันทีและฉันรู้ว่าฉันต้องช่วยพวกเขา

ฉันให้พวกเขาดูสัญญาคำอุทิศ พวกเขามองฉันแล้วก็มองกันเอง พวกเขาพยักหน้าและฉันบอกได้ว่าในชีวิตพวกเขาคงไม่มีใครมองเขาแบบนี้มานานแล้ว หรืออาจจะไม่เคยเลยในชีวิต คนแปลกหน้าโดยสิ้นเชิงอย่างฉันกลับคาดหวังความเป็นเลิศจากพวกเขา ฉันไม่ได้พูดว่า “คุณรู้ไหม พวกคุณไร้บ้าน คงมีชีวิตที่ลำบากมากในนี้ ไม่มีทางที่พวกคุณจะมาสามวันต่อสัปดาห์ได้แน่นอน ไม่มีทางที่พวกคุณจะมาตรงต่อเวลา ทำให้ดีที่สุดแล้วกัน” ไม่มีการต่อรองกับกฏพวกนี้้เลยสักนิด ทุกคนเซ็นชื่อในวันนั้นฉันก็เซ็นด้วย

เราเริ่มวิ่งครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2007 ฉันพอรู้จักกับพวกสื่อและฉันต้องการให้คนรู้ ฉันต้องการให้คนอื่น ๆ มีส่วนร่วม ฉันจึงโทรหาพวกเขาและบอกว่ากำลังทำอะไร พวกเขามีปฏิกิริยาตอบกลับมาแบบเดียวกันว่า “แอน พวกคนเร่ร่อนไม่วิ่งกันหรอก คุณหมายความว่าคุณกำลังระดมทุนให้พวกคนเร่ร่อนใช่ไหม ไม่ ไม่ ไม่ มีชาย 9 คนที่วิ่งให้บ้านผู้ยากไร้” พวกเขาไม่เชื่อฉัน ทำไม เพราะภาพพจน์ของพวกผู้ยากไร้คือ ขี้เกียจ ไม่อยากทำงานหนัก เป็นความผิดของพวกเขาเอง เป็นพวกอันตรายและพวกติดยา และภาพรวมของพวกชอบวิ่งตอนเช้าเวลา 5.30น. คือ เป็นพวกทำงานหนัก มีความทะเยอทะยาน อุทิศตนและมุ่งมั่น สองอย่างนี้เข้ากันไม่ได้ พวกเร่ร่อนจะมาเป็นนักวิ่งได้อย่างไร

เช้าวันที่ 3 กรกฎาคมนั้น พวกสื่อข่าวและหนังสือพิมพ์อยู่ที่นั่นพร้อมกับความอยากรู้กับคำตอบของคำถาม: “ทำไมพวกคนเร่ร่อนถึงมาวิ่ง” พวกเขาจึงได้คุยกับไมค์ แดเรนและโจ และได้คำตอบประมาณว่า “ผมอยากรู้จักคนใหม่ ๆ” “ผมอายุ 50 แล้วและได้เวลาที่จะดูแลรูปร่าง” “ผมเคยวิ่งตอนเป็นทหารและก็ทำได้ดี” “ผมอยากรู้ว่าผมยังทำได้อยู่ไหม” “ผมคิดว่ามันน่าจะสนุก” คุณสามารถรู้สึกได้ถึงความเป็นมนุษย์ของพวกผู้สื่อข่าวพวกนี้ และบทความต่าง ๆ ก็เริ่มมีการเขียนขึ้น เราเริ่มออกทีวีและกลุ่มนี้ก็เริ่มโตขึ้น มีทั้งหมด 20-25 คน หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ มีสิ่งที่ได้จากการสังเกตของฉัน 2 ข้อที่ช่วยให้ฉันรู้ว่านี่คือสิ่งที่ฉันควรจะทำในชีวิต

ข้อแรกคือคนเหล่านี้ มาทุกวันและตรงเวลา ฉันได้เรียนรู้จากพ่อของฉันว่าคุณไม่สามารถบังคับให้ใครเปลี่ยนแปลงได้เพียงเพราะคุณต้องการให้พวกเขาเปลี่ยนโดยเฉพาะชายที่มีอายุแล้ว ข้อที่สองคือปฏิกิริยาที่ฉันได้รับเมื่อฉันติดตามไมล์การวิ่งในตอนท้ายของการวิ่งแต่ละครั้งบนกระดานโปสเตอร์ที่ฉันนำมาด้วย ชื่อพวกเขาจะอยู่ด้านซ้ายและตัวเลขที่ด้านบนเป็นไมล์ ฉันจะทำมาร์กเกอร์ถัดจากชื่อพวกเขา พวกเขาจะทั้งผลักและชะโงกอยู่ข้างหลังฉันเพื่อดูคะแนนที่ฉันให้

นั่นเป็นเวลาที่ฉันร้อง อาฮ่า เพราะฉันตระหนักได้ว่าเราทุกคนเหมือนกัน ทุกคนในห้องนั้น พวกเขาและฉัน ทุกคนกำลังมองหาสิ่งเดียวกัน เราต้องการความสนใจ เราต้องการที่จะได้รับการชื่นชม มีคุณค่า เป็นที่รักและได้รับความใส่ใจ เป็นสิ่งที่เราแสวงหากันทุกวัน เรามองหามันในมิตรภาพ ในหน้าที่การงาน ในความสัมพันธ์กับคนรักของเรา ถ้าเราไม่ได้รับมันเราก็จะปล่อยมันไป เราจะออกตามหามันจากที่อื่น

ทฤษฎีนี้จึงก่อตัวขึ้นเป็นความคิดในหัวของฉันว่า คนเหล่านี้จะเป็นผู้ยากไร้ไปตลอดชีวิตแน่ ๆ ถ้าพวกเขาไม่เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง เห็นตัวเองเป็นใครสักคนที่เป็นนักวิ่ง นักกีฬา ทุ่มเท มุ่งมั่น มีความรับผิดชอบ เราจะเปลี่ยนตัวตนของพวกเขาจากผู้ที่เห็นตัวเองว่าไม่มีค่า ไม่มีความสามารถ เป็นคนไร้ที่อยู่อาศัย และเป็นความผิดของพวกเขาที่ชีวิตเป็นแบบนั้นได้อย่างไร เราจะเปลี่ยนวิธีการมองตัวเองได้อย่างไร

และกับคนอื่น ๆ ทั้งหมดในบ้านผู้ยากไร้ทั่วโลกที่ต้องการโปรแกรมเช่นนี้ล่ะ เมื่อคุณอายุ 26 และไร้เดียงสา มันเป็นงานที่เข้าข้างคุณเพราะคุณไม่รู้เลยว่ามีงานหนักแค่ไหนที่รอคุณอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น ชีวิตส่วนตัวของฉันก็มีความชัดเจนมากขึ้นในที่สุด เป็นเวลา 10 ปี สิ่งที่ฉันมีคือ ความโกรธ ความขุ่นเคืองใจ และไม่เข้าใจทำไมพ่อของฉันต้องเป็นคนติดยา ติดการพนัน ไม่เข้าใจทำไมพ่อแม่ของฉันต้องแยกกัน ตอนนี้ฉันได้เรียนรู้ว่า ฉันสามารถใช้ความเจ็บปวดทั้งหมดที่มีช่วยคนอื่น ฉันหมายความว่ามันไม่ใช่อะไรที่สมบูรณ์แบบมากนักสำหรับการเยียวยา

ฉันจึงทำอะไรที่ถูกต้องสมควรที่สุดเท่าที่คนอายุ 26 ปีควรทำ ฉันโทรหาแม่และพูดว่า “แม่ หนูคงไม่ทำงานที่ Comcast นี่คือสิ่งที่หนูควรจะทำกับชีวิตของหนู” แม่คิดว่าฉันบ้าและบอกให้ฉันโตสักที “หมายความว่ายังไงที่บอกว่าจะไม่สิ่งนี้ หมายถึงงานงั้นเหรอ แล้วจะเอาเงินที่ไหนใช้” ฉันบอกว่า “หนูจะระดมเงิน หนูจะทำให้มันกลายเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร หนูจะจ้างพนักงาน หนูจะสร้างโปรแกรม” แม่ตอบว่า “รู้ไหมว่าเป็นความคิดงี่เง่าที่สุดเท่าที่แม่เคยได้ยินมา มันดีมากที่ลูกรับอาสา แอน แต่ขอให้เป็นแค่นั้นเถอะ”

แล้วฉันก็โทรหาพ่อ พ่อกังวลเรื่องความปลอดภัยและไม่ใช่แฟนตัวยงของความคิดนี้ ฉันโทรหาที่ปรึกษาแต่ก็เหมือนกัน “คุณมีเงินออมมากแค่ไหน” ไม่มี “คุณมีประสบการณ์ในการทำงานแบบไม่แสวงหากำไรไหม” ไม่ “คุณมีภูมิหลังในเรื่องการไม่มีที่อยู่อาศัยหรือไม่” ไม่ “คุณคิดว่านี่เป็นความคิดที่ดีจริง ๆ เหรอแอน” ฉันตระหนักได้ว่าฉันคงจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากพวกผู้ใหญ่ในชีวิตฉันแน่ ๆ และนี่เป็นช่วงเวลาที่ฉันต้องถามตัวเองก่อนที่ฉันจะเสี่ยง

มีอยู่ 3 คำถามด้วยกัน

หนึ่ง: ถ้าทุกคนพูดถูกล่ะ แล้วถ้าความคิดนี้มันพอลลีแอนนา งี่เง่า โง่และฉันควรจะโตสักที พวกเขาอาจจะพูดถูก ฉันน่าจะเข้าทำงานนั้นและช่วยคนเหล่านี้เมื่อฉันทำได้ แต่ฉันก็ต้องดูแลตัวเองด้วย ฉันจะช่วยเขาเมื่อฉันช่วยได้ถูกไหม ฉันรู้ว่าฉันจะใช้เวลาที่เหลือของชีวิตของฉันสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเก้าคนเหล่านั้นและคนอื่น ๆ ที่ฉันคิดว่าฉันสามารถช่วยได้โดยผ่านการเล่นกีฬาและผ่านการเล่นกีฬาช่วยให้พวกเขารักตัวเอง นั่นไม่ใช่ทางเลือก

สอง: และหากทุกคนยังพูดถูกอยู่ และฉันไม่ทำงานนั่น และฉันทุ่มเททุกอย่างและให้เวลาทั้งหมดและทุกกำลังความสามารถของฉัน รวมทั้งความรักในการช่วยพวกคนเหล่านี้แล้วทุกคนยอมแพ้ล่ะ ความเห่อหมดลง สื่อหายไป ไม่มีใครแยแสและไม่มีใครอยากวิ่งอีกต่อไปในเดือนมกราคมในตอนเช้า 5.30น. ฉันไม่มีงานทำและสภาพจิตใจช้ำ ฉันเป็นผู้หญิงที่ฉลาด ฉันจึงคิดว่าสามารถหางานใหม่ได้และก็จะกลับเป็นปกติ

แต่คำถามที่สามคือ: แล้วถ้ามันทำได้ล่ะ ถ้าฉันคิดถูกล่ะ เพราะสถานการณ์ที่แย่ที่สุดก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก ถ้าคุณใส่ความเป็นจริงลงไป การตัดสินใจของฉันง่ายมาก ฉันโทรหา Comcast ขอบคุณเขาที่ให้โอกาสฉันและห้อมล้อมตัวเองด้วยคนที่ฉลาดจริง ๆ เราเริ่มต้นสร้าง เติบโต เรียนรู้และทำพังเอาไว้มาก แต่เราก็แก้ข้อผิดพลาดเหล่านั้นและก็ทำข้อผิดพลาดใหม่ ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วก็แก้ไขไปเรื่อย ๆ เช่นกัน ในหกปีครึ่งที่ผ่านมาเราได้สร้างองค์กรที่ไม่หวังผลกำไรซึ่งมีงบประมาณ 7 ล้านเหรียญและพนักงานกว่า 50 คน เราได้ช่วยคนในกว่า 12 เมืองที่มีอัตราความสำเร็จ 46 เปอร์เซ็นต์ ในการเคลื่อนย้ายคนจากบ้านผู้ยากไร้ไปดำรงชีวิตที่เป็นอิสระ ฝึกอบรมงาน ได้รับจ้างงานและมีบ้าน—ทั้งหมดนี้ด้วยการช่วยให้พวกเขารักตัวเองและเปลี่ยนแปลงวิธีที่พวกเขามองตัวเอง

แต่เวลาหกปีครึ่งแล้วถึงเวลาที่ฉันจะทำอย่างอื่นอีกครั้ง ถึงเวลาที่ฉันจะสร้างสิ่งใหม่ ๆ และท้าทายตัวเองในแบบที่แตกต่างออกไป ฉันทำหน้าที่ของฉันแล้วและฉันได้ส่งมอบหน้าที่แล้ว จากนั้นฉันก็เริ่มตั้งบริษัทแสวงหาผลกำไรใกล้ ๆ บริษัทฟิตเนสที่ฉันทำ ฉันทำสิ่งเดียวกันกับชุมชนและพยายามที่จะสร้างสิ่งที่จะช่วยให้คนและผู้หญิงแข็งแกร่งที่สุดในเวอร์ชั่นของตัวเอง แล้วก็จะมีเวลาที่จะต้องก้าวต่อไป และเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ

บางครั้งเราจึงติดค้างอยู่กับงานของเรา ในความสัมพันธ์ของเรา ในหัวของเรา ทำสิ่งเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีกและคิดว่าเราไม่สามารถควบคุมตัวเลือกของเราได้ เราอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นประโยชน์กับเราอีกต่อไป เราอยู่กับงานเดิม ๆ เพราะเรากลัวที่จะทำอะไรที่แตกต่างออกไป แล้วถ้ามันไม่ได้ผลล่ะ ฉันไม่ค่อยมีความสุขที่นี่ แต่สิ่งใหม่ ๆ มันน่ากลัวกว่า

เราทุกคนต้องประสบกับความผิดหวังในชีวิต—ความเจ็บปวด ความเศร้าโศก การสูญเสียและความทรมาน แต่สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ในชีวิตของฉันคือ สิ่งเดียวที่ฉันสามารถควบคุมได้คือตัวฉันเอง—ฉันปฏิบัติต่อตัวเองอย่างไร ฉันปฏิบัติต่อคุณอย่างไร ทัศนคติของฉัน และการใช้เวลาของฉันเมื่อมีสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา เช่น พ่อของฉันเป็นคนเสพติดและพ่อแม่ของฉันแยกทางกัน ฉันก็มีทางเลือก ณ ตรงนั้นเหมือนกัน ฉันจะตอบสนองต่อความท้าทายที่เกิดขึ้นกับฉันในชีวิตอย่างไร ฉันหวังว่าทุกคนได้เรียนรู้ถึงความแตกต่างระหว่างสิ่งที่คุณสามารถควบคุมและสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ แล้วปล่อยมันไป ทำความเข้าใจ ให้ความเคารพ และอ้าแขนรับความแตกต่างที่เกิดขึ้น

Mahlum

Anne Mahlum เป็นเจ้าของ และ CEO ของ Solidcore สถานบริหารร่างกายแบบบูติคที่เติบโตเร็วมาก ซึ่งเธอก่อตั้งขึ้นในปี 2013 ก่อนหน้านี้เธอเป็น CEO ของ Back on My Feet องค์กรไม่แสวงกำไรที่เธอก่อตั้งขึ้นในปี 2007 Mahlum เคยได้รับการยกย่องเป็น ABC World News Person of the Week, a CNN Hero, New Yorker of the Week และ top 40 under 40 ของ Philadelphia’s และ Washington, D.C.’s Business Journal

 

{{GetTotalComments()}} Comments

Please Login or Become A Member to add comments