Select Language

Check Application Status
en

Resource Zone

ดำเนินชีวิตด้วยสติ

John Maxwell

Rate 1 Rate 2 Rate 3 Rate 4 Rate 5 0 Ratings Choose a rating
Please Login or Become A Member for additional features

Note: Any content shared is only viewable to MDRT members.

บางครั้งผู้คนทำตามคุณเพราะความจำเป็น บางครั้งก็ทำตามคุณเพราะอยากทำ Maxwell อธิบายความแตกต่างของการเป็นผู้นำห้าระดับ ซึ่งเป็นความแตกต่างระหว่างการนำตามตำแหน่ง, การนำโดยสัมพันธภาพ และการนำด้วยการทำเป็นตัวอย่าง ผลผลิต และความเคารพนับถือ สร้างความภักดีได้มากกว่าการบังคับอย่างไร

30 ปีแล้วที่ผมสอนหัวข้อนี้ ผมสอนที่เวสพอยต์ (West Point) ไมโครซอฟท์ (Microsoft) อีไล ลิลลี่ (Eli Lilly) และเดลต้า (Delta) องค์กรและบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาหาผมและพูดว่า “จอห์น มาสอน 5 ระดับของการเป็นผู้นำให้เราหน่อย” เพราะพวกเขาเข้าใจว่าหากคุณและผม ในวันนี้ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเข้าใจว่าการเป็นผู้นำทำงานอย่างไร (อีกอย่างหนึ่ง ผู้นำไม่ได้เป็นคำนาม; มันเป็นคำกริยา; มันเป็นการกระทำและมันกำลังเคลื่อนที่) และถ้าเราเข้าใจว่าจะไปจากระดับ 1 ถึงระดับ 2 ถึงระดับ 3 ถึงระดับ 4 และถึงระดับ 5 ของการเป็นผู้นำได้อย่างไร เราจะสามารถพัฒนาความเป็นผู้นำ พัฒนาอิทธิพล และพัฒนาความมีประสิทธิภาพของเราได้ ผมพร้อมที่จะเริ่มและผมรู้ว่าคุณก็พร้อมที่จะเริ่ม

ระดับที่หนึ่ง

เราจะเริ่มที่ระดับล่างสุด ระดับตำแหน่งคือตำแหน่งที่เราทุกคนเริ่มต้น เราเริ่มด้วยชื่อ รายละเอียดและตำแหน่งของงาน คำสำคัญคือ สิทธิ์ อีกนัยหนึ่งคนในระดับหนึ่งจะเดินตามคุณเพราะพวกเขาต้องทำ คุณเป็นหัวหน้าหรือเพราะคุณมีตำแหน่งหัวหน้างาน ทุกคนที่อยู่ภายใต้บุคคลนั้นจะเดินตามเขาหรือเธอ นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางเพื่อการเป็นผู้นำของเรา เราได้รับตำแหน่งผู้นำ ผู้คนมาหาผมเป็นประจำและพูดว่า “จอห์น ผมเพิ่งได้เป็นผู้นำเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว!” เมื่อพวกเขาบอกผมแบบนี้ ผมรู้ว่าหมายความว่าอย่างไร พวกเขาไม่ได้เป็นผู้นำจริง ๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สิ่งที่พวกเขาได้จริง ๆ คือได้รับตำแหน่งผู้นำ อีกอย่างหนึ่งตำแหน่งไม่ได้ทำให้คุณเป็นผู้นำ ผมรู้จักหลายคนที่มีตำแหน่งเป็นผู้นำแต่เขาไม่ได้เป็นผู้นำที่ดี คุณอาจเคยทำงานกับพวกเขามาก่อน ตำแหน่งไม่ได้ทำให้คุณเป็นผู้นำแต่หากคุณเป็นผู้นำที่ดีตำแหน่งจะกลายเป็นตัวคุณทันที นี่คือจุดเริ่มต้นของเรา

ข้อดีของระดับที่หนึ่งคือ เป็นที่ที่เราสามารถกำหนดวิธีการและขอบเขตการเป็นผู้นำของเราได้ เราได้งานที่มีหน้าที่เป็นผู้นำ เรากลายเป็นหัวหน้างานและตอนนี้เราเริ่มทำงานกับตัวเองในฐานะผู้นำและเริ่มกำหนดตัวตนของเรา ข้อเสียของระดับที่หนึ่งคือ คนที่เดินตามคุณจะให้กำลังความสามารถและความพยายามน้อยที่สุด อีกนัยหนึ่งคือถ้าคนที่เดินตามคุณต้องเดินตามคุณเพื่อตำแหน่งและคุณมีแค่ตำแหน่งที่อยู่เหนือเขาเท่านั้น เขาจะให้เวลา ความรู้ ความสามารถ ความพยายามและใจกับคุณน้อยที่สุด คนมักจะไม่ชอบเดินตามคนอื่นเพราะเขาจำเป็นต้องเดินตาม นี่คือข้อผิดพลาดอันใหญ่หลวงของผู้ที่มีภาวะเป็นผู้นำทำ พวกเขาคิดว่าเนื่องจากฉันมีชื่อและตำแหน่ง ทุกคนต้องทำตามฉัน! เมื่อเขาทำตามคุณเพียงเพราะเขาต้องทำตามคุณแต่ไม่ใช่เพราะคุณเป็นผู้นำที่ดีและมันเป็นวิธีเดียวที่ พวกเขาจะได้ค่าจ้าง ย้ำอีกครั้ง ระดับที่หนึ่งเป็นระดับที่คุณจะได้กำลังความสามารถ ความพยายาม และกำลังสมองน้อยที่สุด

ผมเห็นมาหลายครั้งเมื่อผมได้ทำงานกับบริษัทต่าง ๆ ในเรื่องการเป็นผู้นำ คุณสมารถบอกได้เสมอว่าผู้นำระดับหนึ่งของบริษัทหรือค่านิยมของเขาเป็นอย่างไร ในบริษัทที่มีระบบตำแหน่งผู้นำระดับหนึ่ง เมื่อถึงเวลาเลิกงาน 5.00น. ทุกคนจะเก็บโต๊ะตอน 4.30น พวกเขาจะเก็บของย้ายของเพราะยังมีเวลาเหลืออีก 30 นาทีถึงเวลาสำคัญของวัน พวกเขาจะเริ่มนับถอยหลังเพราะไม่ต้องการให้อะไรมาขัดขวางเมื่อถึงเวลาออกจากตึก เวลา 4:45น. พวกเขาออกจากโต๊ะทำงานไปที่ห้องอื่น ๆ และเริ่มบอกลา พวกเขาจะพูดว่า “ดีจังที่ได้ทำงานด้วยกันวันนี้ วันนี้ดีมาก เจอกันพรุ่งนี้นะ!” พวกเขาทำอย่างนี้เพราะเวลา 5.00น เขาจะได้ไม่ต้องเสียเวลากับการแสดงความสัมพันธ์อะไรอีก พวกเขาจะทำอย่างนั้นเฉพาะเวลาทำงาน เวลา 4.50น. พวกเขาจะเข้าห้องน้ำ แน่นอน! พวกเขาใช้เวลางานในการปัสสาวะ! เวลา 4.55น. พวกเขาจะกลับมาที่โต๊ะเพื่อเปลี่ยนรองเท้าเพราะเวลา 4.57น. พวกเขาพร้อมที่จะออกเดินทางและพอถึงเวลา 5.00น. ทุกคนหายกันหมด พวกเขาหายกันไปอย่างรวดเร็วจนคุณตกใจ เมื่อคุณมองไปที่หน้าต่าง คุณจะตาค้างเพราะรถหายหมด คุณจะถามตัวเองว่า คนเราสามารถออกจากตึกได้เร็วขนาดนี้ได้อย่างไรถ้าไม่มีสัญญาณซ้อมหนีไฟ ผมขออธิบายหน่อย ในบริษัทที่เป็นระบบตำแหน่ง เวลาพนักงานจอดรถในตอนเช้า พวกเขาจะระมัดระวังมากเวลาจอด พวกเขาจะถอยหลังเข้าจอดเพราะเมื่อถึงเวลาเลิกงานพวกเขาต้องการจะหนีให้เร็วเพราะมันเป็นช่วงเวลาของพวกเขา

หากคุณแสดงบริษัท ค่านิยมและผู้นำที่มีระบบตำแหน่ง ที่มีความคิดเป็นแบบระบบตำแหน่งด้วย ผมบอกคุณได้ทุกครั้งเลยว่า คนพวกนั้นจะสงสัยอยู่เสมอว่า ทำไมฉันจึงไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากคนของฉัน? คุณไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากคนของคุณเพราะพวกเขาทำตามคุณเพียงเพราะคุณมีตำแหน่งนำหน้าชื่อเท่านั้น พวกเขาจะใช้กำลังความสามารถน้อยมาก ข้อดีก็คือคุณไม่จำเป็นต้องอยู่ระดับหนึ่ง

ระดับที่สอง

ระดับแรกคือระดับตำแหน่ง ระดับสองคือระดับการยินยอม ในระดับนี้คำสำคัญคือ ความสัมพันธ์ ระดับนี้ผู้คนจะเริ่มเดินตามคุณเพราะเขาต้องการเดินตามคุณ มันมีความแตกต่างกันมากระหว่างเดินตามใครสักคนเพราะต้องเดินตามกับการเดินตามใครสักคนเพราะอยากเดินตาม เกิดอะไรขึ้นระหว่างระดับหนึ่งและระดับสอง คุณมีความสัมพันธ์กับคนของคุณแล้ว ไม่ใช่แค่คุณมีความสัมพันธ์กับเขาเท่านั้น แต่พวกเขาชอบคุณ และคุณก็ชอบพวกเขา พวกคุณได้รู้จักกันด้วยความสัมพันธ์นั้น ๆ ในสภาพแวดล้อมของการทำงานอย่างนี้ พวกเขาไม่ได้เดินตามคุณแค่เพราะคุณเป็นหัวหน้าเท่านั้นแต่เพราะคุณเป็นหัวหน้าที่พวกเขาชอบ ผมประหลาดใจเสมอที่คนที่มีตำแหน่งเป็นผู้นำหรือมีความรับผิดชอบ แต่พวกเขาไม่เป็นที่รักของผู้คน คุณเข้าใจที่ผมพูดไหม พวกเขาไม่เป็นที่ชื่นชอบ ผู้คนไม่ชอบเขามันยากที่จะอยู่ใน “ธุรกิจเกี่ยวกับผู้คน” และไม่มีคนชอบคุณ! บางครั้งผมเห็นพวกเขาและอยากนั่งลงกับพวกเขาเพื่อพูดว่า “ผมชื่อ จอห์นและผมเป็นเพื่อนคุณ ผมอยากให้คุณรู้ว่าไม่มีใครชอบคุณ”

คุณเคยทำงานให้ใครที่คุณไม่ชอบไหม ผมขอแจกแจงคุณสมบัตินี้ให้คุณ ไม่มีในหน้าที่การงานปัจจุบันของคุณ ผมรู้ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณเพราะตอนนี้คุณมีความสุขดี แต่คุณสักกี่คนในที่ทำงานอื่น ในเวลาอื่น ในโลกอื่น ที่มีคนที่คุณต้องทำตามและคนคนนั้นไม่เป็นที่ชื่นชอบ คราวนี้ผมขอถามตรง ๆ: มีใครบ้างที่กำลังนั่งใกล้กับคนคนนั้น

ความสัมพันธ์เป็นพื้นฐานของความเป็นผู้นำ คุณสร้างความเป็นผู้นำของคุณจากความสัมพันธ์ ทำไม เพราะเป็นผู้นำมีอิทธิพล คุณไม่สามารถชักจูงคนที่เป็นปฏิปักษ์กับคุณ ทุกคนรู้ว่ามันเป็นอย่างไรที่จะมีคบคนที่ยากที่จะชอบ คุณเคยไปที่ร้านขายของชำแล้วเจอคนที่คุณไม่อยากเจอบ้างไหม ข่าวร้ายคือคุณเห็นพวกเขา แต่ข่าวดีคือพวกเขายังไม่เห็นคุณ

ในระดับที่สอง คุณเริ่มพัฒนาทักษะด้านความสัมพันธ์ ผมขออธิบายผู้นำในระดับสองนี่หน่อย เขาต้องทำสามอย่างให้ดีมาก ๆ ในการเป็นผู้นำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ อย่างแรก พวกเขาต้องเป็นผู้ฟังที่ดี และเอาความเป็นผู้นำทั้งหมดเดินช้า ๆ ผ่านฝูงคนและฟังพวกเขา อย่างที่สอง พวกเขาจะสังเกตและตระหนักรู้ว่าคนของพวกเขาอยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไร พวกเขาจะเฝ้าติดตามตลอดเวลา อย่างที่สาม พวกเขาเรียนรู้ในขั้นตอนของการฟัง การสังเกต และการเรียนรู้ที่พวกเขามีทัศนคติของผู้รับใช้ พวกเขารู้วิธีให้บริการ พวกเขาไม่เพียงแต่รู้วิธีการบริการแต่พวกเขาให้บริการและรักที่จะให้บริการ ผมอาศัยอยู่ที่ฟลอริด้าและหนึ่งในสิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับชิก-ฟิล-เอ (Chick-Fil-A) คือพวกเขามีวัฒนธรรมของการให้บริการ เขามีความสัมพันธ์ของระดับสองแน่นมาก “ฉันรู้สึกยินดีมาก! ฉันจะให้บริการคุณได้อย่างไร” มันเป็นความตั้งใจและค่านิยม ถ้าคุณจะเติบโตในฐานะผู้นำคุณต้องเติบโตเกินกว่าตำแหน่งและชื่อของคุณ คุณอาจมีตำแหน่งซึ่งเป็นระดับหนึ่งแต่ในระดับสองเป็นระดับของความสัมพันธ์และความสามารถในการเข้ากับคนอื่นได้

ระดับที่สาม

ระดับที่สามคือระดับการผลิต คำสำคัญคือผลลัพธ์ ในระดับนี้คุณเริ่มช่วยส่วนสำคัญที่สุดของบริษัท คุณเริ่มที่จะ “ทำมาหาเลี้ยงชีวิตและเลี้ยงครอบครัวได้” ในระดับนี้คุณเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพเพราะคุณเริ่มสร้าง ลักษณะของผู้นำระดับสามเป็นธรรมดามาก: พวกเขาสร้างตัวอย่างและเป็นตัวอย่างสำหรับคนอื่น ๆ ที่ติดตามพวกเขาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล หลักการสร้างแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกคือ คนมักทำในสิ่งที่คนอื่นเห็น ผู้นำจำนวนมากเป็นเหมือนตัวแทนท่องเที่ยวที่ส่งคนไปในที่ที่พวกเขาก็ไม่เคย ไปมาก่อน คุณจะต้องเป็นมัคคุเทศก์ที่นำคนไปกับคุณ และบอกว่า “ที่นี่เป็นที่ที่ฉันเคยไปมา เป็นที่ที่ฉันเคยอยู่ เป็นที่ที่ฉันเคยนำ ตามฉันมาสิ” ในระดับสาม การเป็นผู้นำของคุณเริ่มได้รับความน่าเชื่อถือเพราะคุณเริ่มทำให้สมจริงมากขึ้นให้คนที่อยู่รอบตัวคุณได้เห็น คุณเป็นแบบอย่างในสิ่งที่พวกเขาต้องการเห็นและคุณกำลังสร้างมัน มีสิ่งอื่นเกิดขึ้นอีก: ในขณะที่คุณกำลังมีประสิทธิผลในชีวิตของ คุณเอง คุณจะเริ่มดึงดูดผู้คนให้มีประสิทธิผลยิ่งขึ้นเช่นกัน

ในหนังสือของผม “กฎ 21 ข้อของการเป็นผู้นำ” (The 21 Irrefutable Laws of Leadership) หนึ่งในกฏหลักนั้นคือกฏของการเป็นแม่เหล็ก ในกฏของแม่เหล็กนั้นเราดึงดูดผู้ที่เราเป็นไม่ใช่ผู้ที่เราต้องการ เมื่อผมพูดกับผู้นำเกี่ยวกับประเภทของคนที่พวกเขาต้องการรับสมัครเข้าทำงานในบริษัทของพวกเขาและในแผนกเพื่อเป็นหัวหน้า พวกเขาให้รายการคุณสมบัติผมมา เช่น มีระเบียบวินัยในตัวเอง มุ่งเน้นการให้บริการ และคุณสมบัติอื่น ๆ อีก 4-5 อย่าง เมื่อผมอ่านรายการเหล่านั้น ผมถามพวกเขาว่าพวกเขามีคุณสมบัติเหล่านี้หรือไม่ ในระดับสามคุณเป็นใครในฐานะผู้นำคือคนที่คุณดึงดูดเข้าทีมของคุณ เมื่อคุณเริ่มมีผลการดำเนินการและเติบโตคุณจะเริ่มมีแรงผลักดัน แรงผลักดันจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผู้นำเพราะแรงผลักดันตัวกระจายเสียงที่ดีทีเดียว เมื่อคุณมีแรงผลักทันใดนั้นทุกอย่างจะเริ่มดีขึ้น และจะกลายเป็นเรื่องง่ายที่จะเติบโตและนำไปสู่สิ่งที่ยอดเยี่ยม ระดับสามเป็นระดับที่ปัญหาทั้งหลายจะได้รับการแก้ไข ผู้จัดการจะพยายามแก้ปัญหาและผู้นำจะพยายามสร้างแรงผลักดันเพราะเขารู้ว่าเมื่อเขาสร้างแรงผลักดันนี้ 80 เปอร์เซ็นต์ของปัญหาจะแก้ได้ด้วยแรงผลักดันนั้น แรงผลักดันเป็นตัวแก้ปัญหา การขาดแรงผลักดันจะเป็นตัวหยุดปัญหา รถไฟแล่นด้วยความเร็ว 55 ไมล์ต่อชั่วโมง สามารถชนผนังคอนกรีตผสมเหล็กหนา 5 ฟุตและยังสามารถวิ่งต่อไปได้เพราะรถไฟนั้นมีแรงผลักดัน รถไฟคันเดียวกันหยุดบนรางรถไฟไม่เขยื้อนจะไม่มีแรงผลักและมันก็จะไม่สามารถเขยื้อนได้หากมีอิฐบล็อคหนึ่งนิ้วมาขวางที่ล้อบนรางนั่น รถไฟคันเดียวกันที่ชนผนังนั่นไม่สามารถวิ่งได้ถ้าไม่มีแรงผลัก

ผมบอกผู้คนหลายครั้งว่าเมื่อมองปัญหาที่พวกเขามีในองค์กร ปัญหานั่นไม่ใช่ปัญหา พวกเขาคิดว่านั่นเป็นปัญหา พวกเขาจึงใจจดจ่ออยู่ที่ปัญหาซึ่งไม่ใช่ปัญหา ดังนั้นปัญหาที่ไม่ใช่ปัญหาจึงกลายเป็นปัญหา ไม่ใช่เพราะมันเป็นปัญหาแต่ปัญหาอยู่ที่พวกเขาไม่รู้ว่ามันไม่ใช่ปัญหา แล้วตอนนี้มันกลายเป็นปัญหาไปแล้ว แรงผลักดันและความเป็นผู้นำระดับสามจะช่วยแก้ปัญหาในองค์กรได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ มันเกิดขึ้นแล้วในวงการกีฬา เกิดขึ้นในวงการธุรกิจ เกิดขึ้นในรัฐบาล แรงผลักดันเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผู้นำ คุณต้องอยู่ในระดับสามเพื่อให้มีแรงผลักดัน

ระดับสี่

นี่คือระดับการพัฒนาคน นี่คือสิ่งที่ผมสนใจมากและมุ่งมั่น มันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้น สิ่งมหัศจรรย์จะเกิดขึ้นกับคุณเมื่อคุณเริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่คุณมี มีคุณค่ามากแค่ไหน ในองค์กรต่าง ๆ นั้นคือคนในองค์กร ๆ นั้น คุณเริ่มทุ่มเทในการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กรนั้นเพราะบริษัทของคุณจะเติบโตก็ด้วยการทำให้บุคลากรภายในองค์กรเติบโต เมื่อคุณทำให้พวกเขาเติบโตพวกเขาจะเพิ่มสมรรถภาพและความสามารถที่คุณจะนำไปใช้เพื่อให้ประสบความสำเร็จ

ผมมีสามข้อคิดในการพัฒนาบุคคล ประการแรกคือกุญแจสำคัญในการพัฒนาคนใหม่ ซึ่งคือการสรรหาบุคลากร คนที่ดีกว่าที่คุณนำเดินผ่านเข้าประตูมา ยิ่งดีเท่าไหร่ ยิ่งง่ายกับสิ่งที่คุณจะได้จากพวกเขา ผมทานอาหารกลางวันกับ Lou Holtz ซึ่งบอกผมว่า “ผมมีผู้เล่นที่ไม่ดีในทีมฟุตบอลของผม แต่ผมก็มีผู้เล่นที่ดี ผมเป็นโค้ชที่ดีกว่ากับผู้เล่นที่ดี” แน่นอน แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของความสำเร็จในการเตรียมคนเพื่อความสำเร็จคือ คนที่คุณนำผ่านประตูนั่นเข้ามา ยกเว้นว่าคุณและผมมีภาพที่ชัดเจนว่าเรากำลังมองหาอะไร เราจะไม่รู้จนกว่าเราจะเห็นมัน คนที่มาหาผมที่กำลังมองหาผู้นำที่ดีที่สุดให้กับบริษัทของพวกเขา ผมมักจะถามว่า “ผู้นำหน้าตาเป็นอย่างไร บอกลักษณะและวาดภาพหน้าตาของพวกเขาให้หน่อย”

สิ่งที่สองคือ การวางตำแหน่ง—ความสามารถไม่ใช่แค่นำคนที่ถูกต้องผ่านประตูเข้ามาเท่านั้นแต่ต้องวางในที่ที่ถูกต้องด้วย คนที่ประสบความสำเร็จอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องเสมอ เวลาที่คุณเห็นผู้ที่ประสบความสำเร็จพวกเขาประสบความสำเร็จเพราะพวกเขาพบจุดแข็งและตำแหน่งที่เหมาะสม พวกเขาจะอยู่ใน “จุดที่หวานหมู” สำหรับพวกเขาและทำในสิ่งที่พวกเขาทำได้ดี ไม่เคยมีใครพูดเลยว่าความลับของความสำเร็จคือพวกเขาไม่เคยค้นพบว่าสิ่งใดที่พวกเขาทำได้ดี หรือพวกเขาทำงานเฉพาะจุดอ่อนเท่านั้น ผู้นำที่ประสบความสำเร็จจะค้นพบว่าอะไรที่คนอื่นทำได้ดี คนที่ประสบความสำเร็จวางตำแหน่งตัวเองได้ดี และผู้นำที่ประสบผลสำเร็จสามารถวางตำแหน่งให้คนอื่นได้ดี ผู้นำมักจะมอง สังเกตการณ์และเฝ้าดูคนอื่น

ทุก ๆ ปีผมจะกลับไปที่มหาวิทยาลัยที่รัฐโอไฮโอซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปพูดที่มหาวิทยาลัยเพราะผมเติบโตที่เมืองนั้น ผมบอกกับเพื่อนว่าผมจะมาและชวนกินอาหารเย็นกัน เราหัวเราะ มีความสุขและเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เป็นเวลา 2 ชั่วโมง แล้วโค้ชบาสเก็ตบอลเก่าก็เข้ามา เขาจะเอาทีมแรกออกจากตำแหน่งและจะปล่อยให้ผู้เล่นทีมที่สองอยู่ในตำแหน่งทุกปี เขาสอนเราว่ามันเป็นกุญแจสำคัญที่จะวางตำแหน่งต่าง ๆ ให้ถูกต้อง คุณสรรหาคนเล่นดี คุณวางตำแหน่งได้เหมาะสมและคุณจัดหาสิ่งจำเป็นไว้ให้ดี คุณเข้าใจว่าพวกเขามีจุดแข็งตรงไหน และมีพรสวรรค์อย่างไรแล้วจึงตัดสินใจว่าจะพัฒนา ฝึกและเตรียมพร้อมพวกเขาอย่างไร

สิ่งที่สามในการพัฒนาคนใหม่คือ การเตรียมความพร้อม

5 ระดับของขั้นตอนในการติดตั้งความพร้อม

  1. ผมทำมัน คุณไม่สามารถสอนใครในสิ่งที่คุณทำเองได้ เราอาจสอนสิ่งที่เราทำได้แต่เราสามารถสร้างสิ่งที่เราเป็นได้เท่านั้น
  2. ผมทำและคุณอยู่กับผม ใช้เวลาร่วมกัน ผมจะเป็นที่ปรึกษา/โค้ช คุณจะคอยดู จับตาดูและสังเกตุผม คุณจะเห็นผมอยู่ในสถานการณ์ต่าง ๆ และตั้งคำถามผมได้ตลอดเวลา
  3. คุณทำและผมจะอยู่กับคุณ ผมจะเฝ้าดูและจะคอยหยิกคุณ ช่วยให้คุณทำดีขึ้น แก้ไขปรับปรุงคุณ
  4. คุณทำ คุณไม่ต้องการผมอีกต่อไปเพราะคุณมีเครื่องมือพร้อมแล้ว
  5. คุณทำและจะมีคนอยู่กับคุณ คุณยังไม่ได้ฝึกอบรมหรือติดอุปกรณ์ให้พวกเขาจนพวกเขาสามารถเพิ่มจำนวนตัวเองได้ นั่นคือการผสมผสานของเวลา เงิน การโน้มน้าวและอื่น ๆ เมื่อสิบสี่ปีที่แล้วผมเริ่มก่อตั้งองค์กรที่ไม่หวังผลกำไรที่เรียกว่า อิควิป (Equip) ซึ่งปัจจุบันเป็นองค์กรผู้นำที่ใหญ่ที่สุดในโลก เราได้ฝึกอบรมและเตรียมความพร้อมผู้คนกว่า 3 ล้านคนใน 154 ประเทศ กุญแจสำคัญคือเราจะไม่ฝึกใครนอกจากเขาหรือเธอตกลงว่าจะฝึกผู้อื่นด้วย

ระดับห้า

นี่คือระดับสุดยอด คำสำคัญคือความเคารพ คุณทำได้ดีกับคนมากมายมานานแล้วจนคนอื่น ๆ ทำตามคุณเพราะคุณเป็นคุณเพราะคุณภาพที่คุณมีและสิ่งที่คุณทำจะต้องใช้ความเคารพที่มหาศาลและใช้เวลานานในการไปถึงจุดนั้น เราทุกคนอาจจะอยากไปถึงจุดนั้นแต่มันใช้เวลาทั้งชีวิต ความเป็นผู้นำมักเป็นกระบวนการเรียนรู้และการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากคุณมี 5 ระดับแล้วและเห็นว่ามันเชื่อมโยงกันอย่างไร คุณก็จะสามารถถามตัวเองได้ว่าคุณคิดว่าคุณอยู่ระดับไหน ถ้าคุณถามตัวเองอย่างนี้คุณอาจจะท้อแท้ในการพยายามคิดหาคำตอบเพราะคุณอาจจะพบว่าคุณไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับคนอื่น กับคน ๆ หนึ่งคุณอาจจะอยู่ในระดับสองแต่กับคนอื่นคุณอาจจะอยู่ในระดับสี่แล้ว ถ้ามีคนเข้ามาในบริษัทใหม่คุณก็จะกลับไปอยู่ที่ระดับหนึ่งกับผู้มาใหม่ สิ่งที่คุณจะค้นพบก็คือคุณอยู่ในระดับที่ต่างกันกับแต่ละคน

นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้คุณเข้าใจ: เขียนชื่อของคนที่คุณนำแล้วถามตัวเองว่าคุณอยู่ระดับไหนของคน ๆ นั้น พยายามใส่ตัวเลขให้ดีที่สุดเพราะหลังจากที่คุณรู้ว่าคุณอยู่ระดับไหนของพวกเขา คุณจะรู้ว่าคุณจะต้องนำพวกเขาอย่างไร เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพยายามหาวิสัยทัศน์ของคนในองค์กรของคุณหรือในแผนกของคุณ พวกเขาจะไม่มองคุณบนพื้นฐานที่คุณเป็นหรือของการเป็นผู้นำ พวกเขาเห็นคุณผ่านตะแกรง “ห้าระดับ” และคนที่อยู่ในระดับหนึ่งจะเห็นคุณแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงกับคนที่อยู่ในระดับสี่ ความมุ่งมั่นจะยิ่งสูง ถ้าคุณไปไกลกับคนของคุณเมื่อคุณโยนวิสัยทัศน์ให้กับคนของคุณและบอกพวกเขาว่าคุณต้องการไปไหน คุณต้องเข้าใจปฏิกิริยาจากคนเหล่านั้นว่ามันจะแตกต่างออกไปเพราะพวกเขาอยู่คนละระดับกับคุณ

จดบันทึกเอาไว้ศึกษามันและนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตของคุณ เริ่มต้นเป็นนักเรียนของผู้นำห้าระดับและผมขออวยพรคุณเพราะผู้นำ คือผู้มีอิทธิพลในการโน้มน้าว—เป็นมาตลอดและจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ คุณมีอำนาจภายในตัวคุณที่จะเพิ่มอิทธิพลในการโน้มน้าว

Maxwell

John Maxwell ผู้เขียนหนังสือขายดีของ New York Times, โค้ช และวิทยากรผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นสุดยอดผู้นำธุรกิจโดย American Management Association และเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลสูงสุดโดยนิตยสาร Business Insider and Inc. ในปี 2014 Maxwell ได้รับรางวัล Mother Teresa Prize ด้านสันติภาพ และการเป็นผู้นำจาก Luminary Leadership Network องค์กรของเขาซึ่งประกอบด้วย John Maxwell Company, John Maxwell Team และ Equip เป็นผู้ฝึกอบรมผู้นำมากกว่า 6 ล้านคนทั่วโลก

 

{{GetTotalComments()}} Comments

Please Login or Become A Member to add comments