Select Language

Check Application Status
en

Resource Zone

ขอฟังเรื่องดีๆ หน่อย

Bert Jacobs

Rate 1 Rate 2 Rate 3 Rate 4 Rate 5 0 Ratings Choose a rating
Please Login or Become A Member for additional features

Note: Any content shared is only viewable to MDRT members.

ในฐานะผู้ร่วมสร้างสรรค์แบรนด์ Life is Good Jacobs ได้เห็นผลกระทบของการที่ผู้คนโฟกัสในด้านที่เป็นบวกของชีวิต แม้กระนั้นก็ยังมีปัญหามากมายอยู่รอบตัว และข่าวสารก็โฟกัสแต่เรื่องร้ายๆ ในวิชาการนี้ Jacobs พูดถึงที่มาของการมุ่งมองโลกในแง่ดีของเขาว่า มาจากคนที่น่าจดจำที่เขาได้ผ่านพบในการทำงานของเขา

หนึ่งในเรื่องที่งี่เง่าที่สุดที่เราได้ยินในการประชุมมากมายที่เราเข้าร่วมคือ คอนเซปของความสมดุลระหว่างงาน-ชีวิต เชื่อหรือไม่ว่ามันไร้สาระสิ้นดีเพราะว่าถ้าเราตามหาความสมดุลระหว่างงาน-ชึวิต นั่นหมายความว่างานของเราสวนทางกับชีวิตของเราตามความหมายของมัน ซึ่งงี่เง่าใช่ไหม ดังนั้นสิ่งที่เราควรตามหาคือ ความกลมกลืนกันระหว่างงาน-ชีวิต เราควรจะหาสิ่งต่าง ๆ ในงานของเราที่เหมาะสมกับคุณค่าของชีวิตเราซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา

ผมกำลังจะเล่าเรื่องให้คุณฟัง มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอุตสาหกรรมของผม ทางเทคนิคแล้วมันคือ อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกาย มันอาจจะแตกต่างจากของพวกคุณแต่ผมคิดว่ามันน่าจะมีความคล้ายคลึงกัน รู้ไหมครับว่าทำไม เพราะเราทุกคนเป็นมนุษย์

ขอบคุณพระเจ้า นี่ไม่ใช่ผม นี่คือน้องชายของผมชื่อ Johnny [ภาพ] ในขณะที่ชีวิตนั้นดีเหลือเกิน ชีวิตคงไม่ง่ายนักถ้าโตมาด้วยหน้าตาแบบนั้น ไม่ต้องห่วงครับ; เขาเองก็กำลังพูดเรื่องแย่ ๆ เกี่ยวกับผมอยู่ที่ไหนสักแห่งวันนี้ นี่คือ Johnny ที่เตียงล่างและนี่คือผมที่เตียงบน เราอายุน้อยสุดในเด็กทั้งหมดหกคน เราโตใน Boston พ่อของเราทำงานในร้านเครื่องจักร แม่ของเราเลี้ยงลูก ๆ ถ้าคุณได้ไปเยี่ยมพ่อแม่ของเรา คุณจะได้เห็นสมุดที่เต็มไปด้วยรูปภาพของพี่สาวและพี่ชายของเรา นี่คือหนึ่งในสามรูปตอนที่เราได้รับการเลี้ยงดู เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น; พวกเขาเงินหมด; เสียกล้องไป คุณรู้เรื่องราวใช่ไหม ไม่เป็นไรและเราก็ให้อภัยพ่อกับแม่ แต่ผมเพิ่งบอกแม่ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า “ผมให้อภัยแม่นะที่ทำกล้องหาย มันไม่มีอะไรมากหรอกแต่ทำไมแม่ไม่ปูเตียงนอนของแม่บ้าง” แม่ของผมฉลาด คุณรู้ไหม แม่หัวเราะและพูดว่า “รู้อะไรไหม ทุกวันนี้ทุกคนไม่ได้ใช้เงินซื้อผ้าปูเตียงออแกนิคเพราะมันดีต่อแวดล้อมมากกว่า” ผมตอบว่า “ครับ” แล้วเธอก็พูดต่อว่า “แล้วอะไรจะดีต่อแวดล้อมได้มากกว่าการไม่ปูเตียงเลย” ฉลาดมากครับแม่

เมื่อ Johnny กับผมอยู่ชั้นประถมพ่อแม่ของเราเกือบเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ แม่ของเราคาดเข็มขัดมีกระดูกหักเล็กน้อยแต่สภาพของแม่ดีกว่าพ่อเยอะ พ่อของเรารอดชีวิตเหมือนกันแต่พ่อไม่สามารถใช้แขนขวาได้อีกต่อไป และในฐานะที่เป็นชายที่ชอบงานกลางแจ้งและช่างฝีมือที่มีพรสวรรค์ มันเปลี่ยนชีวิตของเขา ถ้ามองย้อนหลังไปผมคงสรุปได้ว่าพ่อกลายเป็นโรคซึมเศร้า พ่อรู้สึกหดหู่มากเพราะพ่อไม่สามารถทำในสิ่งที่พ่อเคยทำได้ พ่อเคยสร้างสิ่งต่าง ๆ ให้เรา; พ่อเคยพาพี่ชายและพี่สาวของเราไปปีนเขาและดำน้ำ และอื่น ๆ และ ณ ตอนนี้พ่อไม่สามารถทำอะไรได้เลย สิ่งที่สามารถกำหนดได้เลยในบ้านคือ พ่อจะทั้งด่าและทั้งตะโกนใส่ ไม่อยากจะอยู่ใกล้ ๆ เลยและมันเป็นอะไรที่ผิดปกติมาก

นี่คือรูปของแม่ชื่อ Joan [ภาพ] นอกเหนือจากความผิดปกติของครอบครัวแล้ว แม่เป็นสัญลักษณ์แรกของการมองโลกในแง่ดีอย่างมีเหตุผล เธอเป็นผู้ที่มองโลกในแง่ดีอย่างมีเหตุผลคนแรกในชีวิตเรา ผมใช้คำว่าผู้ที่มองโลกในแง่ดีอย่างมีเหตุผลด้วย ความระมัดระวังเพราะคนพวกนี้จะมองเห็นอุปสรรคและความลำบากต่าง ๆ บนโลก พวกเขาจะเอาชนะอุปสรรคด้วยการมุ่งไปที่สิ่งดี ๆ ด้วยการมองแต่สิ่งที่ถูกต้อง นั่นเป็นสิ่งที่แม่ของเราทำ แม่ไม่ได้อธิบายด้วยหลักการใดและไม่ได้บอกเราว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่ ณ ตอนนั้นแต่เธอทำหลาย ๆ สิ่งเพื่อสอนเราว่าถึงแม้ว่าครอบครัวของเรากำลังเผชิญกับความยากลำบากแต่เราก็มีหลายสิ่งที่น่ายินดี; หลายสิ่งที่เราสังสรรค์กัน

สิ่งแรกที่แม่ทำที่ส่งเสริมสิ่งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าซึ่งเกือบเหมือนเวทมนตร์ในครอบครัวของเราคือ เธอมีพิธีกรรมบนโต๊ะอาหารทุกเย็น เธอจะมองเหตุการณ์ต่าง ๆ และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามเธอจะบอกเราว่า “ไหนบอกแม่สิว่ามีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นบ้างวันนี้” ถึงแม้ว่าจะมีอะไรมากมายที่แย่ ๆ เกิดขึ้นและบ่อยครั้งที่พ่อจะตะโกนด่า แต่ไม่ช้าเราก็จะสามารถสรรหาเรื่องตลก ๆ ที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนวันนั้น สิ่งที่ดี ๆ แล้วแบ่งปันความสุขนั้นต่อกัน สิ่งที่แม่ทำเป็นเหมือนเวทมนตร์ที่เปลี่ยนพลังงานในบ้านของเรา แล้วทันใดนั้นเราก็เป็นครอบครัวกันอีกครั้ง เราคุยกัน โต้ตอบกันและทุกอย่างก็ไม่ได้แย่อย่างที่มันเคยเป็น แม่แสดงให้เราเห็นว่าเรามีพลังที่จะสามารถเอาชนะทุกอย่างด้วยการกำหนดของเรา

นี่คือรูปของ Johnny และผมเมื่อตอนที่เราจบจากวิทยาลัย [ภาพ] ถ้าเราฉลาด เราจะรับคำแนะนำของแม่และสร้าง Life is good ตั้งแต่ออกมาจากรั้ววิทยาลัยแต่ว่าเราไม่ได้ฉลาดและเราก็ไม่ได้คิดได้เร็วขนาดนั้น เรารู้ว่าเราต้องการเลี้ยงชีพของเราจากการสร้างงานศิลปะกันเอง และเสื้อยืดเป็นสิ่งที่เราทำได้ด้วยสภาพทางการเงินของเรา เราเริ่มออกแบบเสื้อยืดและขายบนท้องถนน เชื่อหรือไม่ว่าเราใช้เวลาห้าปีก่อนที่ Life is Good จะขายได้บนท้องถนน และขายเสื้อยืดจากรถตู้นี้แบบประตูติดประตูในหอพักของวิทยาลัยและตลอดฝั่งตะวันออก [ภาพ] เราซื้อรถตู้มือสองนี้และเรียกมันว่า The Enterprise เราบอกกันและกันว่าเราจะไปในที่ที่ไม่มีคนผลิตเสื้อยืดที่ไหนเคยไปมาก่อนอย่างกล้าได้กล้าเสีย เราเดินทางด้วยรถตู้คันนั้น นอนในนั้นทุกคืนเป็นเวลาห้าปี

ถ้าคุณถามว่าประสบความสำเร็จไหม นัยหนึ่งเราบอกได้ว่า ไม่ เพราะเราไม่ได้สร้างธุรกิจที่มั่นคงอะไร แต่อีกนัยหนึ่งเราประสบความสำเร็จในการหลีกเลี่ยงที่จะมีงานทำ อย่างน้อยที่สุดเราขายเสื้อเชิร์ตมากพอที่จะยังคงความฝันนั้นไว้กับเรา ความฝันนั้นคืออะไร มันไม่ค่อยชัดเจนกับเรานัก แต่เรากำลังตามหาอะไรบางอย่าง; เรากำลังหาอะไรที่อาจจะกลายมาเป็นแบรนด์ของเรา เราชื่นชอบไนกี้ (Nike) ในตลาดเพราะมันแสดงถึงความอาจหาญของการกีฬา เราชื่นชม Ralph Lauren เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวยที่ใครหลาย ๆ คนตามหา และขณะที่ยี่ห้อเหล่านั้นไม่ใช่สัญลักษณ์หรือไอเดียที่ใช่สำหรับเรา แต่เราก็ยังคงตามหาบางสิ่งที่จะแสดงความเป็นตัวเรา

ในระหว่างการสนทนาเพื่อค้นหาแบรนด์เหล่านั้น ยังมีบทสนทนาเกี่ยวกับวิธีที่สื่อส่งข้อมูลแง่ลบที่เป็นผลเสียพวกเรา—ซึ่งสนับสนุนสิ่งที่ผิดปกติบนโลกมากกว่าสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้นกับโลก

ข่าวทำให้เรารู้ว่าโลกมีความผิดปกติแต่มันไม่ได้บอกเราให้รู้ว่าโลกมีอะไรที่ดีบ้าง เราสงสัยว่าแบรนด์ของเราจะสามารถสรรเสริญสิ่งที่ดี ๆ เกี่ยวกับโลกแทนที่ความผิดปกติของโลกได้ไหม

ในการวิจัยเกี่ยวกับความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลก เราพบสถิติที่น่าสนใจจำนวนมาก มันแสดงให้เราเห็นว่าขณะที่ปัญหาในโลกของเราคือ ความยากจน แต่ปัญหานี้ไม่ได้ใหญ่เท่านี้เมื่อไม่นานมานี้ ในปี 1800 ซึ่งไม่ได้นานมากนัก—โลกของเรามีอายุ 4.5 ล้านล้านปี ในปี 1800 ทุกคนบนโลกยากจนหมด กราฟนี้จะแสดงให้เราเห็น [ภาพ] ถ้าคุณไม่ได้เป็นราชินีหรือราชา คุณยากจน แต่คำว่ายากจนนี้ มีคนถามผมเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า “เมตริกของคุณคืออะไร คุณใช้เมตริกอะไร” ความอดอยากดีไหม หรือว่าการที่ครอบครัวของคุณกำลังอดอยากแล้วคุณไม่มีอนาคตที่มั่นคงและดีพอ นั่นคือความยากจนที่ผมหมายถึง และทุกวันนี้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราจะไปถึง 10 เปอร์เซ็นต์หรือต่ำกว่านั้นทั่วโลกในขณะที่มันไม่ได้สมบูรณ์แบบแต่เราพัฒนาขึ้นมาก

การตายของเด็กทั่วโลกหมายถึงอัตราร้อยละของเด็กที่จะตายก่อนอายุ 6 ปี การตายของเด็ก (ตายก่อนวันเกิดปีแรก) แต่ตายก่อนอายุ 6 ขวบ มันเป็นสถิติที่แย่มาก ผมรู้ครับ ลองดูนี่กันครับ; มันเกือบจะ 45 เปอร์เซนต์ [ภาพ] นั่นคือเด็กที่เกิดมาบนโลกนี้ในปี 1800 ทุกวันนี้ แม้ว่ามันจะไม่ได้สมบูรณ์แบบแต่มันต่ำกว่า 4 เปอร์เซนต์ มันพัฒนาขึ้นมาก มนุษยชาติของเรามีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาแต่เราได้ยินประโยคนี้บ่อยแค่ไหน ไม่เคย คุณถึงได้ช็อคตอนที่คุณเห็นตัวเลขเหล่านี้

นี่คืออีกเรื่องที่คุณไม่ได้ยิน เราได้ยินเกี่ยวกับการเหยียดผิว; เราได้ยินเกี่ยวกับเรื่องเพศ; เราได้ยินเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ มากมายที่เต็มไปด้วยความโง่เขลา เมื่อความรู้มีเพิ่มขึ้นสิ่งต่าง ๆ ที่ลุกล้ำเข้าไปในความโง่เขลา เช่น การเหยียดเชื้อชาติและการแบ่งแยกเพศก็จะลดน้อยลง ดูสิว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้น [ภาพ] แทบจะไม่มีใครอ่านหนังสือได้เลยในปี ค.ศ. 1800 แต่วันนี้เรากำลังใกล้เข้าไปที่ร้อยละ 90 ของผู้คนบนโลกที่จะสามารถอ่านหนังสือได้ เราอยู่ที่ 84 เปอร์เซนต์ ณ ตอนนี้และมันกำลังสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มันเป็นสถิติที่โคตรดีเลย! น่าทึ่งมาก! เรากำลังก้าวไปในทางที่ถูกต้อง! มันน่าตะลึงมาก!

แล้วเราเอาข้อมูลเหล่านี้ไปทำอะไร พี่ชายของผมและผมทำในสิ่งที่คนที่ Boston เขาทำกันเมื่อพวกเขาต้องการหาคำตอบ: เราจัดงานปาร์ตี้ที่เสิร์ฟเบียร์จากถัง เราชวนเพื่อนของเราทั้งหมดแล้วถามความเห็นของพวกเขาเกี่ยวกับไอเดียเหล่านี้ เราเอาไอเดียของเราทั้งหมดขึ้นบนกำแพง—เราให้พวกเขาเขียนลงบนกำแพง น้องชายผมร่างภาพ แต่มันไม่ได้เขียนว่า “Life is good” มันเป็นภาพร่างของคนยิ้มกับหมวกบาเรท์และแว่นกันแดด ข้างใต้จะเขียนเอาไว้ว่า “วาด” เพราะมันควรจะเป็นศิลปิน มันเป็นตัวการ์ตูนเดียวกันกับที่ใช้ในชีวิตนั้นดี นั่นคือ Jake ที่งานปาร์ตี้ตอนแรกมันเขียนว่า “วาด” ข้างใต้ เราแค่อยากแสดงให้เห็นว่าศิลปินอย่างพวกเราไม่จำเป็นต้องมีจิตวิญญาณที่ดูหมองหรือวิตกจริตและทรมาน เราสามารถมีปฏิสัมพันธ์ในสังคม มีช่วงเวลาที่ดีและศิลปินก็สามารถฉลองกันได้ด้วย แต่มีผู้หญิงคนหนึ่งที่โผล่มาที่งานปาร์ตี้ เธอวงกลม Jake แล้ววาดรู้ลูกศรชี้ไปทางเขาแล้วเขียนว่า “ผู้ชายคนนี้ได้เรียนรู้ชีวิตแล้ว” แล้วมันเหมือนกับอิฐเป็นตัน ๆ ถล่มใส่เรา เราร้องออกมาว่า “ว้าว! มันฟังดูดีกว่าคำพูดที่ว่า ‘ศิลปินก็ยิ้มได้’” เราใช้ความคิดนั้นแล้วกรองออกมาเป็นสามคำง่าย ๆ: Life is good

สองวันถัดมาเราออกไปที่ถนน นั่นคือ Johnny ยืนอยู่บนถนนใน Cambridge ที่ Massachusetts [ภาพ] เราทำทุกอย่างเพื่อที่จะขายเสื้อเชิร์ตเหล่านั้น ถ้าคุณดูที่โปสเตอร์ของเรา เราจะทำให้ทุกคนรู้สึกผิดและต้องซื้อเสื้อของเรา เราจะได้มีเงินซื้อข้าวกินในวันนั้น ๆ แต่ในวันนั้นเราขายเสื้อได้ 48 ตัว ภายใน 45 นาที มันอาจจะฟังดูไม่ยิ่งใหญ่อะไรสำหรับพวกคุณแต่หลายครั้งที่เราขายเสื้อได้แค่ 48 ตัวในหนึ่งสัปดาห์ แต่นี่เราขายได้ภายใน 45 นาที ด้วยสามคำง่าย ๆ นี้ “Life is good” ไม่ได้แค่ขายเร็วแต่ขายได้เร็วกับผู้คนทุกรูปแบบ เราขายให้ชายร่างใหญ่ที่ขี่ฮาร์เล่ย์ หรือครูจากโรงเรียน หรือพวกเด็กนักสเก็ตบอร์ดที่มีผมสีม่วงเขียว มันทำให้เราทึ่งมาก มันทำให้เรามีเงินใช้ทันทีและมันทำให้รู้ว่าลูกค้าของเรานั้นกว้างขวางมาก

แล้วเอาไงต่อ เราไม่รู้เลย แต่เรารู้ว่าเรามีบางอย่างที่พิเศษ เราทำในสิ่งที่คนที่ Boston เขาทำกันเมื่อพวกเขาต้องการหาคำตอบ: เรากระโดดเข้าไปใน The Enterprise ของเรา “รถตู้” และเราขับรถไปที่ Cape Cod และไปว่ายน้ำทะเล

เราคิดว่าเราควรจะหวนคืนสู่พระแม่ธรรมชาติ; สู่พระแม่มหาสมุทรแล้วดูว่าจะสามารถแสดงไอเดียอะไรต่อไปให้เราได้บ้าง เราว่ายน้ำเล่นอยู่สักพัก แล้วเราก็เกิดไอเดีย ลองไปหาร้านขายปลีกแล้วขายไอเดียนี้กัน เราขายตรงให้กับผู้บริโภคบนท้องถนน; ทำไมเราไม่ลองขายไอเดียใหญ่ ๆ นี้ให้กับผู้ค้าปลีก เราจึงเริ่มออกเดินทางไปเรื่อย ๆ และพยายามขายให้กับผู้ค้าปลีกหลายราย เย็นวันนั้นเราเปิดไปหนึ่งบัญชี ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Nancy ที่มีร้านขายรองเท้าแตะบนชายหาดซื้อเสื้อไป 24 ตัว แล้วหนึ่งสัปดาห์ครึ่งผ่านไป โทรศัพท์ที่อพาร์ทเม้นต์ของเราดังขึ้น เธอพูดว่า “เฮ้! ทายสิว่าอะไร ฉันขายเสื้อ Life is good หมดแล้วทั้ง 24 ตัว” ผมตอบว่า “เจ๋งเลย! เดี๋ยวเราจะส่งไปให้อีก” เธอกล่าวว่า “เยี่ยมเลย แต่ฉันมีคำถามสำหรับคุณ คุณจำได้ไหมว่าร้านของเราอยู่ ข้าง ๆ ร้านไอศครีม สามีกับฉันได้คุยกันและสงสัยว่าผู้ชายคนนั้นที่ชื่อ Jake กินไอศครีมไหมเพราะเราคิดว่าชีวิตนั้นดีตอนที่เรากินไอศครีม”

ความคิดแบบง่าย ๆ เธอพูดต่อว่า “คำถามของฉันคือ Jake กินไอศครีมไหม” ผมตอบไปว่า “ไม่ แต่กินแน่” แล้วเขาก็เริ่มกินไอศครีม ทายสิว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนที่เราส่งเสื้อลงไปที่ Cape กับภาพที่ Jake กินไอศครีม เสื้อขายดีกว่าตอนที่เป็นแค่รูปหน้าของเขาเท่านั้น เธอจึงให้เราติดต่อกับพี่สะใภ้ของเธอซึ่งมีร้านขายจักรยานขี่ขึ้นภูเขา และร้านกลางแจ้งบนทางขึ้นเขาที่ Vermont ผมโทรคุยกับเธอแล้วเธอพูดว่า “ใช่แล้ว Nancy บอกเราว่าเสื้อ Life is good เป็นเสื้อที่ขายดีที่สุดของเธอ เราอยากได้บ้างแต่เราอยากรู้ว่า Jake ขี่จักรยานไหม” คราวนี้ผมฉลาดขึ้นมานิด ผมพูดว่า “ไม่ แต่เขาจะขี่แน่ถ้าคุณจ่ายเงินล่วงหน้า” พี่สะใภ้ของ Nancy ตกลงที่จะจ่ายเงินล่วงหน้า แล้วทันใดนั้น Jake ก็เริ่มขี่จักรยาน

ธุรกิจนี้ของเราค่อนข้างง่าย แล้วมันก็เริ่มเติบโต สิ่งที่เราต้องทำก็แค่เดินไปเรื่อย ๆ แล้วถามผู้คนว่าพวกเขาชอบอะไรบ้างในชีวิต พวกเขาอยากฉลองอะไรในชีวิต เราสามารถฉลองดนตรี ฉลองการทำสวน ฉลองการวาดภาพ อะไรก็ได้และทุกอย่างตราบเท่าที่มันเป็นรูปแบบชีวิตที่ทำให้สุขภาพดี ธุรกิจเริ่มโตขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงห้าปีแรกกับ Life is good มันโตจนเป็นธุรกิจ 3 ล้านเหรียญ เราคิดว่ามันดีมากเลย เราล้มลุกคลุกคลาน ซื้อโกดังของเราเอง หยุดส่งออกจากห้องครัวของเราและทุกอย่างกำลังเข้าที่และไปได้สวย

แล้วความน่าประหลาดใจก็เกิดขึ้น; ผู้คนที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากในชีวิตเริ่มเขียนหาเรา พวกเขาเป็นลูกค้าของเรา ผมจะขออ่านจดหมายจากเด็กผู้ชายที่น่าทึ่งมากสองคน [ภาพ]

ถึง Bert และ John

ผมชื่อ Alex ผมมีพี่ชายชื่อ Nick พวกเราอายุ 10 ขวบ พวกเราต้องต่อสู้กับความท้าทายในโลก แต่ในที่สุดแล้วเราก็มีกันและกัน เราเกิดก่อนกำหนดและหนักเพียงหนึ่งปอนด์ เราต้องโตมากกว่านั้น ตอนที่ผมเกิดผมต้องตัดขาออกข้างหนึ่ง Nick พิการทางสายตาตามกฎหมาย ผมกับพี่ชายมีเสื้อทั้งหมดของพวกคุณเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเราชอบทำมากที่สุด แต่ถ้าคุณถามพวกเราว่าชอบทำอะไรมากที่สุด สิ่งที่ทำให้เรามีความสุขและทำให้เราหัวเราะได้เสมอคือ การที่เราได้อยู่ด้วยกัน ผมรู้ว่า Nick มีสิ่งที่ต้องฝ่าฟันมากกว่าผม แต่เขาพูดและทำสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้ผมหัวเราะและลืมความรู้สึกแย่ ๆ ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรนอกจากจะบอกว่าผมรักเขา คุณเองก็โชคดีที่มีพี่ชายด้วย [ผมอยากจะบอกคุณว่าเขาไม่ได้รู้จักกับพี่ชายของผม] ผมหวังว่าคุณได้ทำสิ่งที่สนุก ๆ ด้วยกัน

เพื่อนของคุณ Alex และ Nick

ว้าว! ผมอยากจะบอกคุณว่า ผมเอาจดหมายนี้ติดตัวผมตลอดเวลามาเป็นเวลาห้าปี ผมได้อ่านจดหมายนี้ให้ผู้ฟังมากมายและแบ่งปันเรื่องราวของพวกเขาเพราะพวกเขาฉลาดและกล้าหาญ แล้วรู้อะไรไหม พวกเขาเป็นพวกที่มองโลกในแง่ดีที่มีพลังมาก พวกเขามีอุปสรรคที่ต้องฝ่าฟัน แต่พวกเขาไม่ได้มุ่งมองแต่เพียงสิ่งเหล่านั้น พวกเขาโฟกัสที่สิ่งดี ๆ และดูรอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขาสิครับ [ภาพ] มันดูเหมาะมากกับพวกเขา พวกเขาได้มอบของขวัญที่เยี่ยมมากกับพวกเราเพราะพวกเขาทำให้เราไม่ต้องพูดว่า “เราต้องทำ” พวกเราได้เรียนรู้ว่า “เรามีโอกาสได้ทำ” เรามีโอกาสได้ซักเสื้อผ้า มาเผชิญหน้ากับความจริงกันสักนิด ในปี 2018 เราไม่ต้องซักผ้าด้วยซ้ำเพราะเครื่องซักผ้าทำให้หมด เราควรจะผ่อน ๆ บ้างเกี่ยวกับการบ่นของเรา เรามีโอกาสที่จะได้ไปร้านขายของชำ ถ้าคุณสามารถอ่านฉลากได้ด้วยตาของคุณเองและเดินเข้าไปในร้านที่เต็มไปด้วยอาหารมากมายจากทั่วทุกมุมโลก มีอะไรที่เราต้องบ่นบ้าง เด็กสองคนนี้ได้ทำหลายอย่าง นั่นคือสิ่งที่พวกเขาเขียนเพื่อเล่าให้เราฟัง พวกเขาไม่ต้องทำอะไรและพวกเขาก็ไม่ได้บ่นอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ความรู้สึกขอบคุณเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่

เรามีจดหมายอื่น ๆ ด้วย นี่คือ Lindsey Beggan [ภาพ] Lindsey Beggan ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งกระดูกระยะสุดท้าย เธออายุ 11 ปี ตอนที่หนังสือพิมพ์มาสัมภาษณ์ พวกเขาถามว่าเธอเข้าใจการพยากรณ์โรคของเธอหรือไม่ เธอพูดว่า “พวกเขาไม่คิดว่าฉันจะมีชีวิตอยู่นานกว่าหนึ่งปี” นักข่าวถามว่า “ฉันถามได้ไหมว่าทำไมหนูถึงสวมหมวกที่เขียนว่า Life is good” Lindsey ตอบว่า “ได้ค่ะ เพราะก่อนที่หนูจะป่วยหนูเห็นชีวิตของหนูเป็นของตาย แต่ตอนนี้หนูป่วยหนูอยากให้ตัวหนูเองมั่นใจว่าทุก ๆ วันมีความหมาย” ว้าว! มันมีพลังมากใช่ไหม Lindsey แสดงให้เราเห็นว่าความกล้าหาญเป็นสิ่งที่มีพลังมาก เด็กสามารถแสดงให้เราเห็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใช่ไหม และการที่เราเครียดและกังวลในสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ไม่มีคุณค่าสำหรับเรา

ดังนั้น เสื้อของเราในวันนี้สอนว่า กล้าหาญ พวกเขาสั่งสอนความกล้าหาญในรูปแบบที่สนุกสนานและดีต่อสุขภาพในรูปแบบที่ช่วยให้ผู้คนมีพลัง สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนพวกนั้นที่เขียนจดหมายหาเราเป็นผู้สร้างความหมายให้กับ Life is good

เราตัดสินใจที่จะจ่ายเงินให้พวกเขาคืน สิ่งต่อไปที่เราทำคือสิ่งที่ทุกคนในห้องนี้คงจะทำ สิ่งเดียวที่มีเหตุผล เรายกเลิกงบประมาณโฆษณาของเราและเริ่มจัดเทศกาลฟักทอง เข้าท่าใช่ไหมครับ เทศกาลฟักทองเหล่านี้ได้ระดมเงินและความตระหนักในครอบครัวที่เด็กต้องเผชิญกับโรคที่เสี่ยงต่อชีวิต

นี่คือภาพของงานเทศกาลฟักทองครั้งแรกของเรา [ภาพ] มันไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากนัก เราทำทุกอย่างออกมาแย่ไปหมด ฟักทองหมด; ไอศครีมฟักทองก็หมด; ทุกอย่างที่คุณสามารถจินตนาการได้เราไม่เหลืออะไรเลย แต่เราอยู่ที่ Maine ผู้คนกลับบ้านด้วยรถกระบะของพวกเขา ได้ฟักทองมากขึ้น ซื้อพายฟักทองและไอศครีมฟักทองเพิ่มอีก และเราระดมเงินได้มากกว่า 80,000 เหรียญที่งานเทศกาลครั้งแรก เราเป็นแค่ธุรกิจ 3 ล้านเหรียญ ทุกเพนนีที่เราได้เราให้กับคนที่ต้องการมันจริง ๆ แล้วเราก็ติดตลาด

เราต้องจัดเทศกาลฟักทองทุกปีหลังจากนั้น ตอนที่เราเดินทางด้วยรถตู้ เราเขียนสิ่งที่เราอยากทำก่อนตาย หนึ่งในรายการที่เราเขียนคือ การทำลายสถิติโลก ถ้าคุณไม่ได้จบจากชั้นเรียนด้วยการเป็นที่หนึ่ง หรือเป็นนักกีฬาแชมป์โลก การจะทำลายสถิติโลกคุณจะต้องทำอะไรที่งี่เง่า นั่นคือสิ่งที่เราทำ เราทำลายสถิติโลกด้วยตะเกียงฟักทองที่มากที่สุดในที่เดียวและเวลาเดียวกัน นี่คือภาพของจำนวนฟังทอง [ภาพ] ตะเกียงฟักทองมากกว่าครึ่งล้านในที่เดียวและเวลาเดียวกัน ทำลายสถิติโลกครับ แต่เอาเข้าจริง ๆ ใครจะไปสนใจเรื่องทำลายสถิติโลก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราระดมเงินได้ครึ่งล้านเหรียญและทุกเพนนีที่เราได้มาเป็นของเด็ก ๆ ที่ต้องการเงินเหล่านั้นจริง ๆ คนมากกว่าครึ่งล้านมาที่งานวันนั้น สวนสาธารณะแห่งชาติที่เก่าแก่ที่สุด มันเป็นคืนที่สำคัญมากสำหรับเรา มันเป็นคืนที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับนักอาสาสมัครหลาย ๆ คนและมันทำให้เราติดตลาดมากกว่าเก่า

จากการเริ่มช่วยเหลือเด็ก ๆ ไปพลาง ๆ กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจในรูปแบบของมูลนิธิเด็ก Life is good ร้อยละ 10 ของกำไรไม่ว่าเราจะทำอะไร—ขายเสื้อ จัดงานพิเศษ ขายสินค้าอื่น ๆ—ไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่ร้อยละ 10 ของกำไรทั้งหมดจะเป็นของเด็ก ๆ ที่กำลังประสบปัญหาความยากจน ความรุนแรงหรืออาการป่วยที่เสี่ยงต่อชีวิต ร้อยละ 10 สำหรับเด็กเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเรา มันเป็นวิธีของเราในการยื่นคำขาดว่า “ไม่ ไม่ใช่เฉพาะแค่วันคริสตมาส ไม่ใช่แค่ช่วงท้ายของปี แต่ทั้งปีเมื่อเราขายเสื้อ เราจะช่วยผู้คน เรากำลังทำอะไรที่พิเศษอยู่ เราไม่ใช่แค่บริษัทผลิตเครื่องแต่งกาย มันมีความหมายมากกว่าสิ่งที่เรากำลังทำ” เราได้ยินความรู้สึกและสัมผัสกับผู้คนและเรารับรู้ความรู้สึกเหล่านั้น

พนักงานของเรามีปฏิกิริยาอย่างไรกับเรื่องนี้ พวกเขาบอกเราทุกการสำรวจปีแล้วปีเล่าว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาคือ มูลนิธิเด็ก พวกเขารู้ดีว่าถ้าพวกเขาทำงานได้ดีในการขายเสื้อยืด ถ้าพวกเขาทำงานได้ดีในการออกแบบกราฟิก ถ้าพวกเขาทำงานได้ดีในด้าน HR หรือ IT พวกเขาจะช่วยชีวิตเด็กซี่งทำให้พวกเขาได้รับคืนมากกว่าที่่ให้ไป ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์พวกเขาไม่รู้สึกว่าต้องไปอาสาสมัครที่ไหนอีก พวกเขารู้ว่าการทำงานที่นี่ พวกเขาทำในสิ่งที่ดีและมันก็เป็นการกระตุ้นที่ดีที่สุดที่เราให้พนักงานของเรา เราทำเรื่องสนุก ๆ หลายเรื่อง; คุณจะเห็นได้จากการประชุมทุก ๆ สามเดือนของเรา [ภาพ] เราได้แต่หัวเราะปกติแล้วหัวเราะตัวเราเองทั้งนั้น เราแบ่งปันข้อมูลความลับสูงสุดเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังทำกับบริษัท แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราทำคือ ช่วยเด็ก ๆ

นี่คือสิ่งที่ได้มาจากเทศกาลฟักทอง; ตอนนี้กลายเป็นเทศกาลดนตรีชีวิตนั้นดี (Life Is Good Music Festival) [ภาพ] เราระดมเงินได้มากกว่า 1 ล้านเหรียญ ในแต่ละครั้งมีศิลปินชื่อดังมากมายมาเข้าร่วม อย่างเช่น Michael Franti ในงานนี้ ทุกคนที่มาจะรู้ว่าจะได้ฟังเพลงดี ๆ พวกเขารู้ว่าจะได้ดื่มเบียร์ดี ๆ เย็น ๆ เหมือนปาร์ตี้ถึงเบียร์ของเรา พวกเขารู้ว่าพวกเขาสามารถเพลิดเพลินกับอาหารดี ๆ สดจากฟาร์ม แต่ที่สำคัญที่สุดพวกเขารู้ว่าพวกเขากำลังยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้คนที่ต้องการช่วย และมันเป็นเหมือนมนุษยธรรมมาอยู่ร่วมกัน คุณกำลังดูผู้คนกว่า 30,000 คนที่มองโลกในแง่ดีอย่างมีเหตุผลกำลังปาร์ตี้กันและช่วยผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ [ภาพ] ผมไม่รู้ว่าเด็กคนนี้กำลังมองอะไรอยู่แต่เราทำให้เขาอึ้งมาก

ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจของเรา ที่นี่เรากำลังเดินบนเส้นทางของฟักทอง กังวลในสิ่งที่เราไม่ควรกังวล บรรดาที่ปรึกษาบอกว่าเรากำลังปล้นสะดมธุรกิจ; เรากำลังมุ่งไปที่เด็ก ๆ ในขณะที่เราควรเน้นผลิตภัณฑ์จากฝ้ายและบลา บลา บลา เราทำสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเราไปเรื่อย ๆ เราโฟกัสกับสิ่งที่เราคิดว่าคือตัวตนของเราจริง ๆ และเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือลูกค้าของเราสร้างธุรกิจให้เรา จริง ๆ ครับ

เกิดความผิดพลาดหลายครั้งมากในสิ่งที่เราทำแต่ลูกค้าของเราให้อภัยเราเสมอ ทำไม เพราะเราเป็นคนจริง เพราะเราไม่หลอกลวง ทุกวันนี้ในสมัยนี้ ในโลกของดิจิตอล ถ้าคุณบอกว่าคุณจะทำอะไรแล้วคุณไม่ทำ ผู้คนจะทึ้งธุรกิจของคุณเป็นชิ้น ๆ แต่ถ้าคุณบอกว่าคุณจะทำอะไรสักอย่างแล้วคุณทำ มีความรับผิดชอบคุณไม่จำเป็นต้องทำให้มันสมบูรณ์แบบ เราไม่ใช่คนที่ดูดีที่สุด เราไม่ได้เร็วที่สุด; ไม่ได้แข็งแกร่งที่สุด; เราไม่ได้มีธุรกิจที่ดีที่สุดในโลก แต่ลูกค้าของเรากำลังสร้างธุรกิจให้เราและเราก็เติบโตขึ้นทุกวันเพราะพวกเขาเชื่อในตัวเรา นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างเรา เราไม่สามรถสร้างธุรกิจที่แข็งแรงได้ด้วยตัวเราเอง ลูกค้าของคุณต้องสร้างมันขึ้นมากับคุณ พวกเขาต้องช่วยคุณแต่งเรื่อง พวกเขาต้องเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว สมัยก่อนคุณอาจจะเป็นนักการตลาดที่ฉลาดแล้วสร้างธุรกิจของคุณเองแต่วันเหล่านั้นมันจบไปแล้ว คุณต้องยอมให้ลูกค้าของคุณเดินเข้าประตูมา แล้วรู้อะไรไหม อาจฟังดูน่ากลัวแต่มันสนุก นี่คือรูปของ Richard Branson และผม [ภาพ] มันไม่เกี่ยวอะไรกับการพูดของผม; ผมแค่อยากให้พวกคุณรู้ว่าผมกับเขาไปเที่ยวด้วยกัน

นี่คือหนังสือของเรา [ภาพ] ทุกคนต้องเขียนหนังสือ แต่เราพยายามหลีกเลี่ยงมันเป็นหลายปีเพราะทุกคนต้องการให้เราเขียนหนังสือธุรกิจ เรารู้สึกเหมือนว่าเราก็เหมือนคนพวกนี้ที่เริ่มต้นจากโรงรถหรือรถกระบะ และเราไม่ได้คิดว่าเรื่องราวของเราพิเศษอะไรนักหนา บางทีมันอาจจะไม่ใช่ แต่ National Geographic ฉลาด พวกเขามาหาเราแล้วพูดว่า “อย่าเขียนหนังสือธุรกิจ; เขียนหนังสือช่วยตัวเอง” เราชอบไอเดียนี้เพราะธุรกิจของเราจะเกี่ยวกับสุขภาพทางอารมณ์มากกว่า และนั่นคือสิ่งที่ผมกำลังพูดกับพวกคุณในวันนี้ พวกคุณทุกคนรู้จักธุรกิจของตัวเองดีกว่าผม ผมจะไม่สอนคุณเกี่ยวกับการจัดการหรือการลงทุนทางการเงินของคุณ ผมคงรู้เรื่องนี้ไม่มากพอ ผมคำนวณสองบวกสองยังไม่ได้เลย แต่ผมบอกคุณเกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพทางอารมณ์ได้ นิดหน่อยและคุณต้องดูแลตัวคุณเอง คุณต้องดูแลสุขภาพของตัวเองก่อนที่คุณจะช่วยคนอื่น และนั่นคือสิ่งที่หนังสือเล่มนี้เขียนเกี่ยวกับ หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนที่สอนเรา ทุก ๆ บทเกี่ยวกับหนึ่งในคุณค่าเหล่านั้น และคนที่เขียนถึงเราและทำไมคุณค่าเหล่านั้นสำคัญกับเรา

มันมีอยู่ 12 คุณค่า บนกราฟฟิกง่าย ๆ นี้จะแสดงให้เห็นว่าทำไมการมองโลกในแง่ดีจะทำให้เห็นคุณค่าที่ง่ายและไร้ซึ่งจุดจบ [ภาพ] นี่คือสิ่งที่มีอยู่แล้วก่อนพวกเราเป็นพัน ๆ กว่าปี มันมีอยู่แล้วและมันจะยังคงมีอยู่ต่อไปสำหรับลูก ๆ ของลูก ๆ คุณ ทุกวันนี้คุณได้ยินเกี่ยวกับเทรนด์ คุณจะต้องมีเทรนด์กับสิ่งนี้และสิ่งนั้น แบรนด์ของเราไม่ได้เกี่ยวกับเทรนด์ แบรนด์ของเราเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์และคุณค่าที่ดี—คุณค่าง่าย ๆ ไร้กาลเวลาและอบอุ่นดั่งครอบครัว มันเกี่ยวกับเรื่องนี้ หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับเรื่องนั้น มันง่ายมากและเต็มไปด้วยเรื่องสนุก ๆ มากมายแต่มันสอนให้เรารู้ว่ากุญแจสู่ความสุขอยู่รอบตัวเราทุกที่ สิ่งสำคัญในการใช้ชีวิตให้เต็มที่อยู่รอบตัวเราและมันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร มันง่ายจริง ๆ สิ่งที่คุณต้องทำก็คือเบิกตาให้กว้างและรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา

ตอนที่เราเขียนหนังสือเราเดินทางไปด้วย เราแจกลายเซ็นที่ Barnes & Noble และช่วยมูลนิธิต่าง ๆ ที่เราร่วมงานด้วย มันสนุกมาก แต่สิ่งที่สำคัญที่เพลิดเพลินและให้แรงบันดาลใจกับเรามากที่สุดที่เราทำตอนเราเดินทางคือ การได้ไปเยี่ยมเด็ก ๆ ที่เขียนจดหมายมาหาเรา แล้วรู้อะไรไหมครับ พวกเขาไม่ใช่เด็กเล็ก ๆ อีกต่อไป

คุณจำพวกเขาได้ไหม [ภาพ] คนหนึ่งมีขาข้างเดียวและอีกคนหนึ่งก็ยังคงมองไม่เห็น แต่รู้อะไรไหม พวกเขายังคงมีรอยยิ้มที่สวยงาม พวกเขาเป็นคนที่มหัศจรรย์มาก เด็กหนุ่มที่มหัศจรรย์จริง ๆ แม้ว่าพวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบาก พวกเขาได้ใช้ชีวิตอย่างไม่น่าเชื่อ พวกเขามีความสุข เป็นที่รู้จัก ร่าเริงและใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ พวกเขากำลังสนุกกับชีวิต เราไม่ได้ทำอะไรที่พิเศษมากนัก เราไม่ได้ให้เงินเป็นแสน ๆ เหรียญกับพวกเขา เราแค่นั่งลงบนโต๊ะปิกนิกกับพวกเขาและกินอาหารกลางวันกัน พวกเขาหัวเราะท้องแข็ง เราพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเราและสิ่งที่เกิดขึ้นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น เราบอกพวกเขาว่าพวกเขาเป็นแรงบันดาลใจให้เรามากแค่ไหน พวกเขาซาบซึ้งที่ได้ยินแบบนั้น พวกเขาทำให้เราตะลึงมากและเราจะไม่ขาดการติดต่อกับพวกเขา

ทายสิครับว่านี่คือใคร นี่คือ Lindsey Beggan เธอคือเด็กผู้หญิงที่พวกเขาไม่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่มากกว่าหนึ่งปี เธออาศัยอยู่ที่ ซานฟรานซิสโกทุกวันนี้ เธออายุ 28 ปี เธอฉลาด เธอทำหน้าที่ของเธอได้เจ๋งมาก เธอต้องไปตามนัดทุกปีเพื่อตรวจให้มั่นใจว่า ไอ้สิ่งที่น่ากลัวนั่นมันไม่กลับมา แต่เธอไม่ได้เป็นมะเร็งแล้ว และแทนที่ผมจะเป็นคนเล่าเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ นี่คือวิดีโอสั้น ๆ ที่เธอจะบอกพวกคุณเอง [วิดีโอ]

ผมไม่ได้มีคำตอบให้กับทุกคำถามบนโลกนี้และไม่มีใครที่บังคับผมมาเพื่อมาตอบทุกคำถาม ผมแค่แบ่งปันเรื่องราวของเราและเราก็ยังต้องเรียนรู้ทุกวัน พวกคุณทุกคนต้องเผชิญกับหลาย ๆ อย่าง สิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถทำต่อกันได้คือ การตัดสินกันและกัน คุณไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นยังไงมายังไง คุณไม่รู้ว่าพวกเขาไปเจออะไรมา ดังนั้นอย่าตัดสินเพื่อนร่วมงานของคุณ อย่าตัดสินลูกค้าของคุณ หรือแม้แต่สมาชิกในครอบครัวของคุณ จงรู้ว่าทุกคนต้องต่อสู้กับชีวิต ใช่ไหมครับ ยิ่งเราสามารถโฟกัสตอนที่เราตื่นทุกเช้าว่า—อะไรที่เหมาะสำหรับชีวิตของเรา อะไรในชีวิตของเราที่ดีบ้าง—จะยิ่งทำให้เราสามารถใช้ความสามารถที่ไร้ขีดจำกัดของเรากับสิ่งเหล่านี้ได้มากขึ้น นั่นคือวิธีที่เราโตขึ้นได้ดีสำหรับตัวเราเอง นั่นคือวิธีที่เราจะโตได้ดีในธุรกิจของเรา ธุรกิจสามารถเป็นพลังงานที่ดีในโลกได้แต่มันต้องใช้ปัจเจกชนในการดำเนินธุรกิจ มันจะต้องเป็นคุณกับผม เป็นห่วงเกี่ยวกับตัวเรา ตื่นขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ของเรา โฟกัสกับสิ่งดี ๆ ในชีวิตของเรา

ดังนั้นลืมผมไปซะ ลองใช้หน้าหนังสือของแม่ผมสิ ลองใช้จากหนังสือของเธอ เริ่มการประชุมของคุณด้วย “ไหนบอกสิว่ามีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นบ้างวันนี้” ลองใช้หน้าจากหนังสือของ Lindsey’s book ด้วย บอกว่าคุณอยากจะทำให้ทุก ๆ วันมีความหมาย ใช้หน้าหนังสือจากเด็กหนุ่มสองคนนั้นที่จะทำให้คุณรู้สึกขอบคุณในทุก ๆ วันและคุณจะไม่มีทางพูดว่าคุณต้องทำบางสิ่งบางอย่างอีกเลย คุณไม่จำเป็นต้องมาที่การประชุมนี้แต่คุณมีโอกาสได้มา

Jacobs

Bert Jacobs เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และ CEO ของ Life is Good ก่อตั้งในปี 1994 บริษัทนี้เผยแผ่พลังของการมองโลกในแง่ดี ด้วยศิลปะที่สร้างแรงบันดาลใจ, ชุมชนที่กระตือรือร้น และงานใหม่ๆที่ไม่แสวงกำไร ตอนแรก Jacobs ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องของผู้ใหญ่และเด็กที่ต้องเผชิญความยากลำบากอย่างแสนสาหัส Life is Good บริจาคเงินอย่างน้อย 10% ของผลกำไรต่อปีแก่มูลนิธิเด็ก Life is Good Kids Foundation ซึ่งช่วยเหลือเด็กกว่า 120,000 คนที่ต่อสู้กับความยากจน, ความรุนแรง และการเจ็บป่วยอยู่ทุกวัน

 

{{GetTotalComments()}} Comments

Please Login or Become A Member to add comments