Select Language

Check Application Status
en

Resource Zone

จงเป็นนักเดินทาง ไม่ใช่นักท่องเที่ยว

Andrew McCarthy

Rate 1 Rate 2 Rate 3 Rate 4 Rate 5 0 Ratings Choose a rating
Please Login or Become A Member for additional features

Note: Any content shared is only viewable to MDRT members.

คุณอาจรู้จัก McCarthy ในฐานะนักแสดง (“Pretty in Pink,” “Weekend at Bernie’s”) คุณรู้หรือไม่ว่าเขายังเป็นนักเขียนสารคดีท่องเที่ยวด้วย ในวิชาการนี้เขาพูดถึงพลังของการออกจากความเคยชินดั้งเดิม และการปรับเปลี่ยนมุมมองซึ่งเกิดจากการเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางตามลำพังคนเดียว เขายังเล่าด้วยว่าจากช่วงเวลาที่อึดอัด นำไปสู่การเดินทางที่เปลี่ยนชีวิต ซึ่งช่วยให้เขาปลดปล่อยความกลัว และค้นพบความสนใจใหม่ๆในโลกรอบตัวได้อย่างไร

มีใคร ณ ที่นี้เดินทางมาที่นี่มากกว่า 100 กิโลเมตร แล้วมีใคร ณ ที่นี้เดินทางมาที่นี่มากกว่า 1,000 กิโลเมตร 5,000 กิโลเมตรล่ะ

ภายในไม่กี่วินาทีเราได้เรียนรู้ว่ามีสิ่ง ๆ หนึ่งที่พวกเราทุกคนมีเหมือนกันซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่มีพลังที่จะเปลี่ยนชีวิต พลังที่จะปฏิรูปชีวิตของเรา พวกเราทุกคนลุกออกจากโซฟา ทิ้งความรู้สึกปลอดภัยจากที่บ้านมาแล้วเดินทางไปยังที่ที่ไม่คุ้นเคย สำหรับบางคนเราทิ้งความรู้สึกอุ่นใจจากตัวเราและก้าวเข้าสู่โลก สำหรับผมแล้วสิ่งนั้นมีพลังในการเปลี่ยนชีวิต มันคือสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตผม

ในช่วงแนะนำผมได้รับการแนะนำในฐานะที่เป็นนักแสดงแล้วในที่สุดผมก็กลายมาเป็นนักเขียนนักเดินทาง มันเป็นเส้นทางอาชีพที่แปลกดีแต่ผมอยากจะบอกคุณสักนิดว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เดี๋ยวเราจะกลับมาหัวข้อนั้นอีกทีเพราะการเดินทางเปลี่ยนชีวิตผม ผมคิดว่ามันมีพลังที่จะเปลี่ยนชีวิตของคน

รู้ไหมว่า Mark Twain ผู้โด่งดังได้สรุปเอาไว้อย่างดีที่สุดว่า “การเดินทางเป็นอันตรายต่อความอคติ ความคลั่งไคล้และความคิดที่แคบ” ผมว่าเราหยุดตรงนั้นก่อน ผมว่ามันพูดเอาไว้หมดเลย ผมขอต่อต้านใครก็ตามที่ออกไปสู่โลกภายนอกแล้วกลับมาไม่เปลี่ยน ลองใช้เวลาสักครู่ในการมองภาพตัวเอง ณ ตอนนี้แล้วอีกภาพหนึ่งเมื่อคุณกลับไปบ้าน มองที่ระยะทาง—ไม่ใช่แค่ระยะทางทางกายแต่ระยะทางทางอารมณ์ด้วย—ที่คุณได้เดินทาง

Paul Theroux นักเขียนเดินทางชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงกล่าวเอาไว้ว่า “การเดินทาง คือ การกระทำที่มองโลกในแง่ดีอยู่แล้วในตัวมันเอง” ผมคิดว่ามันเป็นประโยคที่ดีมากเพราะเราก้าวออกจากความรู้สึกปลอดภัยของโซฟาเรา หรือไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ความรู้สึกปลอดภัยของที่ที่เราคุ้นเคยไปยังที่ที่เราไม่รู้จักด้วยความหวังที่จะรู้สึกปลอดภัยเมื่อเราไปถึงที่หมาย เพื่อทำสิ่งนี้เราต้องทำให้ตัวเราอ่อนแอ สำหรับผมความอ่อนแอเป็นโทษ ผมคิดว่าหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดคือเปิดใจเปิดตัวเองอีกครั้ง ไม่ช้าก็เร็วเมื่อเราออกเดินทางเราจะหลงทาง เราจะหิว เราจะเหนื่อยและต้องการความช่วยเหลือ เราจะหยุดคนแปลกหน้าแล้วพูดว่า “ขอโทษนะครับ สวัสดี! คุณช่วยผมหน่อยได้ไหม” นาทีที่เราทำแบบนั้น นาทีที่เราขอความช่วยเหลือ นาทีที่เราเปิดตัวเองเราจะถูกพากลับไปที่ที่ผมเรียกว่า “ตัวตนที่แท้จริง” ผมร้อง “โว้” ผมต้องย่อขนาดตัวเองจากการวางท่าใหญ่โตองอาจที่ผมเป็นเวลาออกสู่โลกภายนอก จากแวดล้อมที่ผมสามารถควบคุมได้ที่ผมเป็นคนคอยดูแลในบ้านของผมเอง และจากทุกอย่างที่ทำให้ผมเป็นคนใหญ่โตมีชื่อเสียง ทุกอย่างถูกทิ้งออกนอกหน้าต่างหมดและผมก็กลับมาที่ความเป็นคนธรรมดา ๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ ทุกครั้งที่ผมขอความช่วยเหลือเวลาที่ผมออกเดินทางผมได้รับความช่วยเหลือเสมอ ทุกที่ที่ผมไปไม่เคยมีใครปฏิเสธผมนอกจากที่ New York แต่ผมอาศัยที่ New York เพราะฉะนั้นไม่เป็นไรมันมีความเชื่อในเรื่องของ การควบคุมที่บ้าน ผมมีชีวิตของผม ผมได้ประมาณการณ์เอาไว้แล้ว ผมมีตารางเวลาที่ทุกคนจะต้องทำตามและเมื่อผมเริ่มเดินทาง ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับการช่วงชิง ผมว่ามันต้องใช้ความกล้ามาก ๆ ที่จะทำสิ่งนั้น

Theroux มีอีกหนึ่งประโยคที่ผมชอบ: “นักท่องเที่ยวจะไม่รู้ว่าพวกเขาไปที่ไหนมาบ้าง นักเดินทางจะไม่รู้ว่าพวกเขากำลังจะไปที่ไหน” ผมว่ามันเป็นประโยคที่น่าสนุกดี แต่จริง ๆ แล้วผมไม่มั่นใจเท่าไหร่ว่ามันแปลว่าอะไร ผมจะบอกคุณให้ว่าผมคิดว่าอะไรคือ ความแตกต่างระหว่างนักเดินทางกับนักท่องเที่ยว: ไม่มีเลย ไม่มีเลย คนที่ลุกออกจากโซฟาของเขาและออกมาจากพื้นที่ที่ทำให้สบายใจได้รับการชื่นชมจากผมจนวันตายเลย แต่ผมคิดว่ามันมีความแตกต่างระหว่างวันหยุดพักผ่อนและการเดินทาง ผมชอบวันหยุดพักผ่อนที่ดี; แต่ผมแค่ไม่เก่งเรื่องแบบนี้ ผมไปชายหาด เอาหนังสือและผ้าเช็ดตัวไปด้วย เตรียมหมวกและทาโลชั่น ทำตัวให้สบายสุด ๆ บนทรายแล้วนั่งลงแล้วร้องว่า “อาาาา...” ผมจะมองไปรอบแล้วถามตัวเองว่า “เอาล่ะ อีกหกวันครึ่งที่เหลือจะทำอะไรดี”

แต่เมื่อผมเดินทาง—อย่าง Rome ผมเดินที่ Italy ผมอยู่ที่ Rome และเดินไปรอบ ๆ เพื่อหาไอ้ Trevi Fountain นั่น ผมเดินผ่านถนนแคบ ๆ ที่แออัด มองแผนที่แล้วก็หลง บางคนพยายามขายเครื่องประดับเล็ก ๆ ของผู้ชายเปลือยกายและโคโลเซี่ยม มันร้อนมาก เหงื่อก็เยอะ ผมเริ่มหงุดหงิด ภรรยาผมเริ่มบ่นเพราะผมหามันไม่เจอ พอเราเลี้ยวที่มุมถนนแล้วเราก็ร้องขึ้นมาว่า “อาาาา... โอ้ พระเจ้า ดูนั่นสิ มันอยู่นั่นไง” ชั่วขณะที่ผมได้เห็นเจ้า Trevi Fountain ที่ผมได้ตามหามานาน วินาทีของการค้นพบผมหันไปหาภรรยาของผมแล้วพูดว่า “คุณเห็นไหม” แล้วเธอก็ได้เห็นมัน ผมเห็นในสายตาของเธอและเธอก็เห็นในสายตาของผม ทันใดนั้นผมเป็นผู้ชายคนนั้นที่เธอตกหลุกรักที่ใจกว้าง เอาใจใส่ มีน้ำใจ น่าตื่นเต้นและเป็นคนดี ไม่ใช่คนที่น่าผิดหวัง ขี้โมโห ชอบประชดที่บางครั้งนั่งตรงข้ามกับเธอแต่กลับไม่มีประโยชน์อะไร มันคือความสัมพันธ์ที่เราได้สร้างขึ้นและความสัมพันธ์นั้นที่เราได้สร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ในชั่วพริบตานั้นที่ทำให้การเดินทางล้ำค่ามากสำหรับผม

มีอยู่ประโยคหนึ่งในกลอนที่ผมชอบที่เคยอ่านเจอ: “เรามองโลกแค่ครั้งเดียวในสมัยที่เราเป็นเด็ก ที่เหลือเป็นเพียงความทรงจำ” ผมเห็นว่ามันเป็นประโยคที่คมมาก—มันทั้งเศร้า ทั้งโศกและสวยงาม ผมคิดว่ามันคือความจริง ยกเว้นว่าผมอยากจะเพิ่มคำต่อท้ายว่า “ยกเว้นในการเดินทาง” เพราะด้วยการเดินทางทำให้ผมกลายเป็นเด็กอีกครั้ง ตาของผมเปิดกว้าง ใจของผมเปิดรับ ผมอยากรู้อยากลอง ผมรู้สึกสนใจ ผมอ่อนแอ

ผมเป็นคนที่มีความเชื่อมากเกี่ยวกับการเดินทางแบบฉายเดี่ยว ผมคิดว่าการเดินทางคนเดียวแล้วปล่อยให้ตัวเองขึ้นอยู่กับสุดแล้วแต่ความเมตตาของโลกเป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับทุกคน มีใคร ณ ที่นี้ที่เคยเดินทางคนเดียวบ้าง ผมพนันได้เลยว่าหลายคนที่นี่มาคนเดียว คุณไม่เคยมีช่วงเวลาที่คุณพูดว่า “ใครมาคนเดียวบ้าง” แล้วมันทำให้เกิดความรู้สึกขายหน้า หวาดหวั่นและกังวลที่จะยอมรับว่า “ผมมาคนเดียว ผมอ่อนแอ ผมตัวคนเดียว” แต่การยอมรับและกล้าที่จะออกไปสู่โลกภายนอกคนเดียว ทิ้งที่ที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยคนเดียวและออกไปยังโลกที่กว้างและใหญ่เพื่อมาที่ห้องกว้างและใหญ่นี้เพื่อรับการช่วยเหลือ ผมว่ามันเป็นความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ทีเดียว ผมคิดว่าทุกคนควรจะทำเช่นนั้นอย่างน้อยสักครั้งในชีวิต ผมว่ามันเปลี่ยนชีวิตเราได้

ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเป็นนักเขียนการเดินทางชื่อ Don George เป็นนักเขียนที่เยี่ยมมาก เขาพูดว่า “มันจะมีการเดินทางสักครั้งที่เปลี่ยนชีวิตของนักเดินทางทุกคน” ผมอยากจะขอเล่าการเดินทางที่เปลี่ยนชีวิตผม มันเป็นเดินทางที่ผมฉายเดี่ยว ผมเริ่มต้นตอนที่ผมยืนอยู่ในร้านหนังสือที่ New York ผมเป็นนักแสดงใช่ไหมซึ่งแปลว่าผมตกงานแทบจะตลอดเวลา ผมจึงมีร้านหนังสือที่เอาไว้ฆ่าเวลาแต่มีผู้หญิงที่สวยงามมากนั่งอยู่ตรงข้ามโต๊ะผมตรงที่มีหนังสือมาใหม่วางขาย ผมได้แต่จ้องไปที่เธอ ผมชื่นชมความสวยงามของเธอและในที่สุดเธอก็รู้สึกถึงสายตาของไอ้คนลามกคนหนึ่งจนเธอต้องมองขึ้นมา แทนที่ผมจะทักเธอด้วยความนุ่มนวลและอ่อนหวานว่า “สวัสดีครับ” ผมกลับตื่นตระหนก ผมมองลงแล้วคว้าหนังสือที่อยู่ตรงหน้าผมขึ้นมาเล่มหนึ่งแล้วร้องว่า “โอ้ อยู่นี่เอง” ผมวิ่งไปที่เคาน์เตอร์จ่ายเงิน ประหม่ามากและเหงื่อท่วมตัวไปหมดเพราะผู้หญิงน่ารักคนหนึ่งจับได้ว่าผมแอบจ้องเธอ ผมซื้อหนังสือเล่มนี้มาโดยที่ไม่ได้คิดเลยด้วยซ้ำ ผมออกมาที่ถนนและรู้สึกขายหน้ามาก รู้สึกเหมือนว่าถูกจับได้ ผมมองไปที่หนังสือและเห็นว่ามันชื่อว่า Off the Road: ถนนเดินทางที่ทันสมัยของนักแสวงบุญสู่ Spain ผมมองแล้วผมก็ไม่ได้สนใจอะไรกับมันมากนัก ผมเอาหนังสือกลับบ้านขว้างมันเอาไว้บนชั้นวางแล้วก็ลืมมันไป

ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาผมกำลังขึ้นเครื่องบินเพื่อไป Los Angeles ผมต้องการหาอะไรเอาไว้อ่าน ผมหยิบหนังสือนั้นมาเพื่ออ่านบนเครื่องบิน กลายเป็นว่าเกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่ออกจากงานของเขาแล้วแบ่งอพาร์ทเม้นต์ให้เช่า เขาออกเดินทางข้ามไปยังทางเหนือของ Spain ซึ่งเป็นทางที่เก่าแก่แบบแคทอลิกเป็นเส้นทาง 500 ไมล์ข้าม Santiago de Compostela ซึ่งเป็นสถานที่บรรจุเรลิกของนักบุญ Apostle Saint James ถ้าเดินข้าม Iberian Peninsula ในศตวรรษที่แปดคุณจะได้ลดโทษจากนรกถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ดีเลยทีเดียวใช่ไหม คนเป็นพัน ๆ คนเดินข้ามถนนสายนี้แต่เมื่อหลายศตวรรษที่ผ่านมาความเชื่อเริ่มหมดไป คนจึงไม่นิยมทำอีกต่อไปแต่ผู้ชายคนนี้ทำ

บางอย่างในการเดินทางของเขาจุดบางอย่างในตัวผมและเมื่อเครื่องผมลงจอดที่ Los Angeles ผมบอกกับตัวเองว่า “จะทำแบบนั้นบ้าง จะไปที่นั่น” ผมไม่รู้ว่าทำไมแต่พรสวรรค์อย่างหนึ่งที่ผมมีในชีวิตของผมคือ การรับรู้ถึงช่วงเวลาที่บางสิ่งที่สำคัญกำลังจะเกิดขึ้นกับตัวผม ผมพูดกับตัวเองว่า “เราต้องทำแบบนั้น” ถ้าผมมีพรสวรรค์ มันคือสิ่งนั้น—การตระหนักถึงสิ่งที่สำคัญ ผมคิดแค่ว่าผมต้องทำสิ่งนั้น แล้วผมก็ทำมัน มันเป็นช่วงต้นทศวรรษ 1990 เมื่อคนเดียวบนอินเทอร์เน็ตคือ Al Gore ผมไม่สามารถหาข้อมูลจากที่ไหนได้เลยเกี่ยวกับเส้นทางเซนต์เจมส์ (Camino de Santiago) ผมไม่รู้จักใครเลยที่เคยทำแบบนั้น ผมไม่เคยได้ยินมันมาก่อน ผมหาข้อมูลนั้นไม่เจอ ที่ข้างหลังหนังสือเขียนเอาไว้ว่าเขียนโดยผู้ชายชื่อ Jack Hitt ผมโทรหา Jack มันเขียนไว้ว่าเขาทำงานที่ Harper’s Magazine ผมเลยโทรไปที่ Harper’s Magazine แล้วพูดว่า “สวัสดีครับ ผมขอสาย Jack Hitt” เขาตอบมาว่า “รอสักครู่” ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นมีอีกเสียงพูดขึ้น: “สวัสดีครับ Jack Hitt พูดสายอยู่” ผมพูดว่า “สวัสดี Jack ฟังนะครับ ผมอ่านหนังสือของคุณ” แล้ว Jack Hitt ก็ถามว่า “คุณอ่านหนังสือผมแล้วเหรอ” เขาประหลาดใจมากผมรู้เลยว่ารู้สึกอย่างไร ผมบอกเขาว่า “ฟังนะ ผมอ่านหนังสือของคุณผมอยากทำแบบนั้นแต่ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร คุณช่วยให้คำแนะนำผมสักนิดได้ไหม” Jack ยินดีมาก เขาบอกผมหลากหลายวิธี อย่างการเดินจากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่งและวิธีการปฏิบัติอื่น ๆ มันเยี่ยมมาก ผมวางหูโทรศัพท์ ผมมีคำถามมากกว่าเดิม ผมโทรหาเขาอีกครั้งในวันถัดมาแล้วก็โทรอีกหลังจากวันนั้น ในที่สุดเขาก็พูดว่า “Andy ผมกำลังทำงานอยู่ เอาเป็นว่าคุณโทรหาผมที่บ้านแล้วกัน” ซึ่งเป็นความผิดพลาด ผมเริ่มโทรหาเขาที่บ้านตอนกลางคืนเพราะผมเริ่มรู้สึกอยากรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วคืนหนึ่งภรรยาของ Jack รับโทรศัพท์แล้วบอกว่า “Jack ออกไปข้างนอก เขาจะออกไปข้างนอกอีกนานเลย”

ผมเลยไม่มีอะไรทำ ผมไม่มีคนคุยด้วย ผมเลยไปสเปนแล้วเริ่มเดินดูรอบซึ่งมันแย่มาก! มันเป็นสองสัปดาห์ที่แย่ที่สุดในชีวิตของผม ผมรู้สึกแย่มาก ทุก ๆ วันแย่กว่าวันก่อนหน้านั้น เท้าผมพอง ผมเหงา ผมเครียด ผมรู้สึกล้มเหลวสุด ๆ และเหมือนหลอกลวงตัวเอง ปิศาจในตัวผมโผล่ออกมาให้เห็นเป็นประจำ ผมเศร้ามาก ๆ แล้ววันหนึ่งผมเดินไปได้ครึ่งทางมีทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตา แล้วในทุ่งนี้เองที่ผมคุกเข่าลงแล้วเริ่มร้องไห้ออกมา ผมไม่รู้ว่ามันมาจากไหนแต่ผมร้องไห้แล้วจู่ ๆ ผมก็เริ่มสบถออกมาด่าว่าสรวงสวรรค์และต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของผม รถลีมูซีนก็ไม่มารับผม ผมถูกทิ้งให้เดินไปยังหมู่บ้านเล็ก ๆ อย่างเอื่อย ๆ

วันรุ่งขึ้นผมตื่นแล้วก็เริ่มเดินอีกแล้วจู่ ๆ ผมก็รู้สึกได้ว่าผมลืมอะไรสักอย่าง ผมไม่รู้ว่าผมลืมอะไร ผมมีกระเป๋า มีน้ำ มีรองเท้า ไม้เท้าแต่ผมรู้สึกว่าผมลืมอะไรสักอย่าง มีบางอย่างที่ผมขาด ผมเดินต่อไป ผมเดินกว่าอีกสองสามชั่วโมงในเช้าวันนั้น ผมหยุดพักที่ข้าง ๆ โรงนาโรงหนึ่ง—เบรคช่วงเช้าของผม ผมดื่มน้ำ กินชีสและนั่งอยู่ตรงนั้น ผมจำได้ว่าผมมองเห็นทุกอย่างชัดเจน เช่น สีต่าง ๆ โรงนาเป็นสีแดง พื้นโลกเป็นสีเหลืองไหม้ทองอร่ามและทุกอย่างคมชัด ผมจำได้ว่าผมได้ยินทุกอย่างชัดเจน ผมได้ยินเสียงนกร้องที่ขานรับกันและกัน และทันใดนั้นผมก็เริ่มตระหนักว่า—นี่เป็นภาพที่เกือบจะมองเห็นได้ ราวกับว่ามาจากสุดขอบฟ้าไกล บางอย่างเริ่มเคลื่อนไหวในตัวผม แล้วผมเริ่มที่จะรู้ตัวว่าสิ่งที่ผมไม่มี สิ่งที่ผมลืมเมื่อเช้าวันนั้นคือ บางสิ่งที่ผมมีเสมอมาและมันคือ ความกลัว แล้วทันใดนั้นเองความกลัวหายไปจากผม ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าผมแบกความกลัวเอาไว้ขนาดนี้และใช้ชีวิตอยู่กับมันจนกระทั่ง ณ ตอนที่ความกลัวมันหายไปครั้งแรก แล้วในที่สุดก็เกิดช่องว่างในตัวผม ภรรยาของผมเป็นคนไอริช เธอมีคำพูดดี ๆ จากไอริชมากมายหนึ่งในนั้นคือ “ผมรู้สึกว่าเป็นตัวเองจากปลายเท้าขึ้นมา” ทันใดนั้นผมรู้สึกเหมือนเป็นตัวเองจากปลายเท้าขึ้นมา เหมือนกับคน ๆ นั้นที่ผมอยากจะเป็น เหมือนคนที่ผมเคยเป็น คนที่ยังก้าวไม่ถึงจุดหมาย ผมเดินทางไปรอบ Spain ที่เหลือ ผมได้เจอคนที่น่าทึ่งมากมาย อยู่ดี ๆ ผมเกิดความสนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ซึ่งผมไม่เคยสนใจมาก่อน มันน่าทึ่งมาก ผมรู้สึกเป็นตัวของตัวเองตั้งแต่หัวจรดแม่เท้าทุกวันขณะที่ผมเดินทางข้าม Spain วันนั้นเป็นวันที่เปลี่ยนชีวิตผมและผมก็ไม่เคยมองย้อนกลับเกินกว่าวันนั้น

มันทำให้ผมออกเดินทางรอบโลกเพราะผมอยากได้ความรู้สึกแบบนั้นอีก ผมจึงออกเดินทางไปเรื่อย ๆ แล้วในที่สุดผมก็เป็นนักเขียน นักเดินทางเพราะผมหลงใหลกับสิ่งนี้มาก และผมประสบความสำเร็จมากในการเขียนเกี่ยวกับการเดินทางเพราะเหตุผลง่าย ๆ หนึ่งเหตุผล สองเหตุผล หนึ่งคือผมรู้สิ่งนี้ในฐานะที่เป็นนักแสดง: เล่าเรื่องให้ผมฟัง อย่าขายจุดหมายปลายทางให้ผม บอกอะไรผมก็ได้ แบ่งปัน อย่าขายผม สองคือผมรู้ว่าเบื้องหลังทุกเรื่องราวที่ผมได้เล่าคือความรู้สึกที่ว่าการเดินทางมีพลังในการแปลง เปลี่ยนและเปิดเราและทำให้เราเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวเรา นั่นคือสิ่งที่ผมหวังว่าพวกคุณทุกคนที่เดินทางมาจากรอบโลกเพื่อที่จะมานั่งอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะไกลแค่ไหนหรือมาจากประเทศอะไร—แต่คุณมาที่นี่สัปดาห์นี้ ผมหวังว่าคุณจะเจอเส้นทางของคุณ สำหรับใครบางคนโดยเฉพาะคนที่เดินทางคนเดียว บางทีสัปดาห์นี้อาจจะเป็นเส้นทางส่วนตัวของคุณ ผมขอให้คุณมีการประชุมที่ดีครับ

McCarthy

Andrew McCarthy เป็นนักแสดง และผู้กำกับการแสดงที่ประสบความสำเร็จ เขายังเป็นนักเขียนชื่อดัง และบรรณาธิการของนิตยสาร National Geographic Traveler เขาโด่งดังที่สุดเมื่อแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง “St. Elmo's Fire,” “Pretty in Pink” และ “Weekend at Bernie's” เขายังรุ่งโรจน์ในอาชีพละครบรอดเวย์, ภาพยนตร์ทีวีในสหรัฐ เรื่อง“Orange is the New Black,” “Turn” และ “The Blacklist” ด้วย นวนิยายสำหรับเยาวชนเล่มแรกของเขาคือ “Just Fly Away” ตีพิมพ์ในเดือนมีนาคม 2017

 

{{GetTotalComments()}} Comments

Please Login or Become A Member to add comments