Select Language

Check Application Status
en

Resource Zone

ไร้ขีดจำกัด

Dr. Caroline Casey

Rate 1 Rate 2 Rate 3 Rate 4 Rate 5 0 Ratings Choose a rating
Please Login or Become A Member for additional features

Note: Any content shared is only viewable to MDRT members.

Casey อธิบายให้เห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมั่นในตนเองและการซื่อตรงต่อตนเองด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับการต่อสู้กับขีดจำกัดและการทำสิ่งที่เหนือความคาดหมายที่น่าเหลือเชื่อและสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ท่านได้ การเดินทางของเธอรวมไปถึงการขี่หลังช้างท่องเที่ยวไปทั่วประเทศอินเดียและการเผชิญต่อความทุพพลภาพในฐานะที่เป็นปัญหาร้ายแรงที่ทุกคนรู้ดีแต่ไม่มีใครอยากพูดถึง – และเธอค้นพบได้อย่างไรว่าสิ่งเดียวที่เธอต้องการคือวิสัยทัศน์ ไม่ใช่ดวงตาในการมองเห็นสิ่งต่างๆ หัวข้อดังกล่าวนี้ได้รับการนำเสนอที่การประชุมประจำปี 2017

ใครจำได้บ้างว่าคุณอยากจะเป็นอะไรเมื่ออายุคุณอายุ 17 คุณรู้ไหมว่าฉันอยากเป็นอะไร ฉันอยากจะเป็นสาวมอเตอร์ไซค์ ฉันอยากจะเป็นนักแข่งรถ ฉันอยากเป็นคาวเกิร์ล และฉันก็อยากเป็นเมาคลีจาก The Jungle Book เพราะล้วนเกี่ยวกับความมีอิสระ ไปไหนมาไหนได้ ไม่มีใครมาห้าม เมื่อวันเกิดปีที่ 17 พ่อของฉันที่รู้ว่าฉันรักความเร็วมากแค่ไหน ได้สอนฉันขับรถตามความที่อยากจะขับขี่รถ โดยไม่มีเจตนาที่จะให้ฉันได้ขี่รถจักรยานยนต์จริงๆ

และในวันเกิดปีที่ 17 ฉันไปพร้อมกับน้องสาวตัวเล็กของฉัน ด้วยความไร้เดียงสา อย่างที่ฉันเป็นมาตลอดชีวิต (น้องสาวที่บกพร่องทางสายตา) เพื่อไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านดวงตา เพราะพี่สาวคนโตย่อมต้องให้ความช่วยหลือน้องสาวคนเล็ก และฉันก็ชอบไปทดสอบสายตาเล่นๆ เพราะคุณพ่อคุณแม่ได้ขอให้ฉันไป

และในวันเกิดปีที่ 17 หลังการตรวจสายตาเล่นๆ แล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านตาได้สังเกตเห็นว่าเป็นวันเกิดของฉัน จึงพูดว่า "แล้วคุณจะเฉลิมฉลองทำอะไรกัน" ฉันจึงหยิบใบขับออกมาและพูดว่า "ฉันกำลังจะเรียนรู้การขับรถ"

ทันใดนั้น ทุกคนก็เงียบลง ความเงียบอันน่ากลัวคุณรู้ว่าเกิดบางอย่างผิดปกติ เขาหันไปหาแม่ของฉันและพูดว่า "คุณยังไม่ได้บอกเธอหรือ" ในวันเกิดปีที่ 17 ของฉัน หมือนที่ Janis Ian ได้พูดไว้ดีมากว่า "ฉันเรียนรู้ความจริงเมื่ออายุ 17" คือฉันเป็น และเป็นตั้งแต่เกิด ตาบอดทางนิตินัย และคุณรู้ไหมว่าทำไมอายุ 17 แล้วยังไม่รู้เลยหรือแต่เชื่อหรือก็ตาม มันไม่ใช่อุบัติเหตุ

ฉันเป็นลูกคนโตท่ามกลางพี่น้องสามคน ฉันเกิดในปี พ.ศ. 2514 และไม่นานหลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ของฉันรู้ว่าฉันมีอาการที่เรียกว่าโรคเผือกตา – ศัพท์ใหญ่ แต่นั่นหมายความว่าอย่างไร ฉันจะบอกพวกคุณ นอกฝ่ามือฉันไปล้วนเป็นโลกของความเบลอ ทุกคนในห้องนี้คือ George Clooney ผู้หญิงทุกคน สวยหมด เมื่อฉันอยากจะสวย ฉันจะก้าวถอยหลังสองก้าวจากกระจกและก็มองไม่เห็นรอยตีนกาบนใบหน้าที่เกิดจากที่ต้องการชำเลืองตามองตลอดชีวิตเพื่อหลบแสงสว่างต่างๆ

เมื่ออายุสามขวบครึ่งก่อนที่ฉันจะเริ่มเข้าเรียน คุณพ่อคุณแม่ของฉันได้ทำการตัดสินใจที่กล้าหาญอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ต้องมีโรงเรียนพิเศษ ไม่ต้องมีป้ายกำกับ ไม่มีข้อจำกัด ความสามารถและศักยภาพของฉันจะไม่ถูกจำกัดด้วยฉลากของ "คนพิการ" ดังนั้นพวกท่านจึงตัดสินใจที่จะบอกฉันว่าฉันจะมองเห็นได้เหมือนคนทั่วๆ ไปและส่งฉันไปเรียนโรงเรียน "ทั่วไป" ฉันจึงโตขึ้นและเรียนรู้จากประสบการณ์ในการปรับตัว วิธีการหาแนวทางแก้ไข เผชิญความยากลำบาก และการเอาชีวิตรอด เมื่อไม่มีพวกท่านที่จะอยู่ปกป้องฉันอีกต่อไป

แต่สิ่งที่มีความหมายมากที่สุด พวกเขาทำให้ฉันเชื่อว่า เชื่อว่าฉันจะทำได้ ดังนั้น เมื่อฉันได้ยินผู้เชี่ยวชาญด้านตาบอกกับฉันว่า ฉันจะไม่มีวันที่จะขับรถได้ เพราะฉันเป็นคนพิการ ทุกคนคิดว่าฉันคงจะหัวใจสลาย แต่ก็อย่าเข้าใจผิด เพราะเมื่อฉันได้ยินครั้งแรก นอกจากฉันจะคิดว่าอ้ายหมอนี่มันบ้า ฉันมีก้อนที่หน้าอก คุณรู้น่าที่ "ฮู ฮือ" แต่ฉันฟื้นตัวเร็วมาก สิ่งแรกที่ฉันคิดได้คือ คุณแม่กำลังร้องไห้อยู่ข้างฉัน และฉันเดินออกจากร้านพูดว่า "ฉันจะขับรถ ฉันจะขับรถ คุณมันบ้า ฉันจะขับรถ ฉันรู้ว่าฉันสามารถขับรถได้" ด้วยความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่พ่อฉันได้สอนฉันตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เขาสอนให้ฉันแล่นเรือ ฉันจะมองไม่เห็นเลย ไม่เคยเห็นฝั่ง และไม่เคยเห็นใบเรือ เขาบอกเพียงให้ฉัน "เชื่อ" และรับรู้ลมบนใบหน้า

และลมนั้นทำให้ฉันเชื่อว่าหมอมันบ้า และฉันขับรถได้ และมองเห็น และอีก 11 ปีต่อมา ฉันสาบานว่าจะไม่มีใครรู้ว่าฉันมองไม่เห็น เพราะฉันไม่ต้องการเป็นความล้มเหลวและฉันไม่อยากเป็นคนอ่อนแอ ดังนั้น ฉันจึงเอาชีวิตเข้าพุ่งชนเหมือนกับว่า Casey เท่านั้นที่ทำได้

ฉันเคยเป็นนักโบราณคดีและฉันทำของแตก จึงมาทำงานบริหารจัดการร้านอาหารและฉันทำของตก แล้วฉันก็ไปเป็นหมอนวด เป็นคนจัดสวน แล้วฉันก็ไปเรียนที่โรงเรียนธุรกิจและได้รับปริญญาโทด้านธุรกิจ และจบลงด้วยการได้งานให้คำปรึกษากับบริษัทระดับโลก Accenture และพวกเขาก็ไม่ได้รู้ว่าฉันมองไม่เห็น เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่คุณก็อาจจะไม่เชื่อ

ปี 1999 หลังจากที่ทำงานได้สองปีครึ่ง เกิดอะไรบางอย่างขึ้น โดยไม่มีคำเตือนใดๆ ตาของฉันเกิดดื้อขึ้นมาเฉยๆ และเพียงชั่ววูบ อย่างไม่คิดไม่ฝัน ฉัน ฉันได้สูญเสียส่วนที่เหลืออีกหนึ่งในสามของการมองเห็น ฉันอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ที่คุณทำงานสามารถทำงานหนัก เล่นหนัก -- คุณ "ต้องเก่งจริงๆ" 2 ปีหลังการทำงาน ฉันมองเห็นได้น้อยมาก และฉันถูกผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลเรียกตัวไปพบในปี พ. ศ. 1999พูดในสิ่งที่ฉันไม่เคยคิดว่าจะพูดออกมาได้ก่อนหน้า ฉันอายุ 28 ปี ฉันได้สร้างความสำเร็จและบุคลิกของตัวเองขึ้น แต่ฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับว่า "ฉันขอโทษ ฉันมองไม่เห็น และฉันต้องการความช่วยเหลือ"

การขอความช่วยเหลืออาจเป็นเรื่องยากอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งทุกคนก็รู้ว่ามันคืออะไร คุณไม่จำเป็นต้องมีคนพิการที่จะรู้ คุณรู้ว่ามันยากแค่ไหนที่จะยอมรับความอ่อนแอและความล้มเหลว และมันน่ากลัวใช่ไหม

ความเชื่อทั้งหมดที่ผลักดันฉันมาเป็นเวลานาน ความเชื่อที่ทำให้ฉันทำงานได้ดีกับคนที่มองเห็นขณะที่ฉันมองไม่เห็น หายไปหมด ที่ฉันอยู่รอดมาได้นานแค่นั้นต้องถือว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ มันยากมากจริงๆ ฉันสามารถบอกคุณได้ว่า สนามบินเป็นเรื่องของความหายนะ ช้อปปิ้งเป็นเรื่องฝันร้าย ฝูงชนเป็นสิ่งที่น่ากลัว และการประชุม (ฉันจะไปรู้ว่าใครเป็นใครได้) มันเป็นไปไม่ได้และบ่อยครั้งก็ทำเรื่องน่าอับอาย ฉันจบลงด้วยการพูดคุยกับคนแปลกหน้า กระแทกประตู เข้าห้องน้ำผู้ชายหรือพูดคุยกับรูปปั้น

คุณรู้ไหมว่ามันเหนื่อยแค่ไหนที่จะพยายามทำตัวให้สมบูรณ์แบบในขณะที่คุณไม่ได้เป็น หรือเป็นใครอีกคนที่ไม่ใช่คุณเอง

ดังนั้น หลังจากที่ยอมรับกับ HR ว่าฉันมองไม่เห็นแล้ว ฉันก็ถูกส่งไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านดวงตา และฉันก็ไม่รู้ว่าชายคนนี้จะเปลี่ยนชีวิตฉัน ผู้เชี่ยวชาญด้ายตานั้นไม่สนใจทำการตรวจสอบดวงตา มันเป็นเรื่องของการรักษา เขาถามคำถามหลายข้อ เช่น "ทำไมคุณถึงต่อสู้อย่างหนักเพื่อที่จะไม่ให้เป็นตัวคุณเอง" และ "คุณชอบในสิ่งที่คุณทำหรือเปล่า Caroline"

ก็แน่นอน ฉันรักสิ่งที่ฉันทำ เพราะนั่นคือความสำเร็จใช่ไหม เมื่อคุณไปที่บริษัทให้คำปรึกษาระดับโลก เขาเอาชิปใส่ในหัวคุณและให้คุณพูดว่า "ฉันรัก Accenture ฉันรัก Accenture . . ฉันรักงานของฉัน ฉันรัก Accenture ฉันรักงานของฉัน ฉันรัก Accenture ฉันรักงานของฉัน ฉันรัก Accenture ฉันรักงานของฉัน ฉันรัก Accenture "การออกจึงเป็นความล้มเหลว ฉันกล้าหรือที่จะยอมรับกับตัวเองว่าตัวเองไม่มีความสุข หรือว่าฉันรู้หรือเปล่าว่าฉันเป็นใคร ฉันไม่สามารถพูดความจริงกับหมอ ฉันเป็นใบ้ไป

แล้วเขาก็พูดกับฉันว่า "คุณอยากจะเป็นอะไรตอนที่คุณยังเป็นเด็ก" ฟังให้ดี ฉันไม่ได้บอกว่าฉันอยากจะเป็นนักแข่งรถและนักแข่งมอเตอร์ไซด์ เขาคิดว่าฉันบ้าบิ่นมาเพียงพอแล้ว ขณะที่ฉันเดินออกจากห้อง เขาเรียกฉันกลับไป และเขาก็พูดว่า "ฉันคิดว่าถึงเวลาที่ต้องหยุดการต่อสู้และทำอะไรบางอย่างที่แตกต่างกันออกไป"

เมื่อประตูปิดลงที่หลังตัวฉัน ความเงียบที่หน้าห้องตรวจแพทย์ที่พวกเรารู้ ๆ กัน ฉันรู้สึกเจ็บหน้าอก และฉันก็ไม่รู้ว่าฉันจะไปที่ไหน ฉันคิดไม่ออก แต่ฉันรู้ว่าเกมได้จบลงแล้ว ฉันกลับบ้านเพราะความเจ็บที่หน้าอกทวีรุนแรงมากขึ้น ฉันตัดสินใจที่จะออกไปวิ่ง จริงๆ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องมากนักที่จะทำ ฉันวิ่งไปเรื่อยๆ ตามทางที่ฉันคุ้นเคยดี ฉันรู้จักถนนสายนี้ดีอย่างกับรู้จักตัวฉันเอง ฉันเคยวิ่งมาตลอดและไม่เคยหกล้ม ไม่เคยล้มเหลว อาจเป็นเพราะฉันเชื่อเสมอว่าฉันมองเห็นได้

มีก้อนหินอยู่บนชายหาดก้อนหนึ่งที่ฉันวิ่งสะดุดมัน ฉันไม่เคยล้มลงเพราะมันเลย ไม่เคย แต่วันนี้ฉันหัวใจสลาย ฉันโกรธและร้องไห้ และไม่ได้มองเห็นก้อนหินก้อนนั้นและฉันก็ล้มลงอย่างแรงกระแทกกับตัวฉัน เจ็บระบม เกลือกกลิ้งอยู่บนพื้น จากหินก้อนนี้เมื่อกลางเดือนมีนาคมในปี พ. ศ. 2000 ในสภาพอากาศแบบไอริชทั่วไป ในวันพุธ สีเทา น้ำมูก น้ำตา เต็มไปทุกที่ สมเพชเวทนาตัวเองอย่างน่าขัน ฉันกองอยู่บนพื้นและกระดูกหัก และฉันโกรธ และฉันก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี และฉันก็นั่งอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานและถามตัวเองว่าฉันจะไปจากก้อนหินนี้ได้อย่างไร เพราะฉันจะเป็นใครได้อีกต่อไป ฉันจะเป็นอย่างไร และฉันคิดถึงคุณพ่อของฉัน และฉันคิดว่าท่านคงจะผิดหวังกับตัวฉัน ฉันไม่อาจรับรู้ถึงสายลมบนใบหน้าที่ท่านสอนให้ฉันรับรู้ได้อีกต่อไป

ฉันถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า เกิดอะไรขึ้นหรือ ฉันผิดพลาดที่ไหนหรือ ฉันไม่เข้าใจอะไรหรือ และคุณรู้ไหมว่าที่แปลกที่สุดคือ ฉันไม่มีคำตอบ ฉันได้สูญสิ้นความเชื่อไปหมด ความเชื่อได้นำพาฉันมาถึงจุดนี้ และตอนนี้ ฉันไม่มีความเชื่อหลงเหลืออยู่อีก และตอนนี้ ฉันก็มองไม่เห็นแล้วจริงๆ ฉันรู้สึกหดหู่ใจ แล้วฉันก็หวนคิดถึงคำถามของแพทย์ตาที่ได้ถามฉันว่า "คุณต้องการอะไร คุณไม่คิดหรือว่าคุณควรจะทำอะไรที่แตกต่างออกไป อะไรที่คุณชอบ อะไรที่คุณเป็น คุณต้องการอยากจะเป็นอะไรตอนเด็ก ทำอะไรที่แตกต่างออกไป คุณต้องการอยากจะเป็นอะไร ทำอะไรบางอย่างที่แตกต่างกัน"

แล้วก็ค่อยๆ ค่อยๆ ค่อยๆ มันก็ได้เกิดขึ้นอย่างช้าๆ และมันก็เกิดขึ้นแบบนี้ และช่วงนาทีนั้นก็มาถึง มันระเบิดขึ้นมาในสมองของฉันและสลายหัวใจของฉัน: บางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างกัน หมอบอกว่าให้ทำ อะไรบางอย่างที่แตกต่างออกไป ทำอะไรที่ต่างกันออกไป แล้วเมาคลีจาก The Jungle Book ล่ะ ไม่ได้อะไรที่แตกต่างกันไปได้มากกว่านี้

ในเวลานี้ – และฉันหมายถึง ช่วงเวลาดังกล่าว มันเข้ามาเหมือนแสงที่ส่องเข้ามาอย่างไม่คาดคิด มันเหมือนกับ อูฮู้—อะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันเชื่อมั่นได้ ไม่มีใครสามารถบอกฉันว่าไม่ ใช่คุณอาจบอกฉันว่าฉันไม่อาจเป็นนักโบราณคดีได้ แต่ไม่มีใครจะบอกฉันได้ว่าฉันไม่สามารถเป็นเมาคลีได้ เพราะไม่มีใครเคยทำมันมาก่อนเลย! ดังนั้นฉันจะไปทำมัน และมันไม่สำคัญว่าฉันจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง

ดังนั้นฉันจึงออกไปจากหินก้อนนั้น แล้วฉันก็วิ่งกลับบ้าน ฉันวิ่งเร็วจี๋กลับบ้าน แต่ฉันไม่ได้หกล้มลงและฉันไม่ได้ไปชนกับอะไร ฉันวิ่งขึ้นบันไดและคว้าหนังสือเล่มโปรดของฉันตลอดกาล Travels on My Elephant โดย Mark Shand ฉันเอาหนังสือเล่มนี้ออกมาและฉันก็พูดว่า "ฉันรู้ว่าฉันจะทำอะไร ฉันรู้ว่าจะเป็นเมาคลีได้อย่างไร ฉันจะไปทั่วอินเดียบนหลังของช้าง ฉันจะเป็นควาญช้าง"

ฉันไม่ทราบว่าฉันจะเป็นคนดูแลช้างอย่างไร จากที่ปรึกษาด้านการจัดการการให้คำปรึกษาระดับโลกไปเป็นคนดูแลช้าง ฉันไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ฉันไม่รู้ว่าจะเช่าช้างได้ที่ไหน ฉันพูดภาษาอินเดียไม่ได้ ไม่เคยไปประเทศอินเดีย ไม่รู้เรื่องเลย แต่ฉันรู้ว่าฉันจะทำได้ เพราะว่าเมื่อคุณทำการตัดสินใจในเวลาที่เหมาะสมและในสถานที่ที่เหมาะสม โลกจะช่วยทำให้มันเกิดขึ้นได้ แต่ฉันยังไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรในเวลานี้

แต่นี่ไม่ใช่แค่การเดินทางไปหาช้างที่ไร้สาระ ต้องยอมรับฉันต้องการอยู่อย่าง "ใช่" มากกว่า ไม่ใช่" และฉันต้องการความมั่นใจในตัวเอง แต่การเดินทางได้กลายเป็นเรื่องยุ่งยากมากขึ้น เพราะยิ่งฉันคิดถึงการต่อสู้ให้กับตัวเองในฐานะคนที่พิการที่ได้เอาชนะความรู้สึกสงสารตัวเองและปัญหาสายตา ฉันก็เริ่มนึกถึงคนอีก 1 พันล้านคนทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากความพิการและสิ่งที่พวกเขาถูกเลือกปฏิบัติ ดูถูกและถูกทอดทิ้ง และฉันก็ไม่สามารถหยุดคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ ฉันต้องการเปลี่ยนมัน ทำไมความพิการจึงต้องเป็นปัญหาโลก ทำไมคนพิการถึงได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ดี

ฉันไม่เข้าใจจริงๆ เพราะเราก็เป็นคน คนพิการก็มีสถานะเป็นมนุษย์ด้วยกัน เราไม่ใช่เงื่อนไขทางการแพทย์ เราเป็นมนุษย์ และใช่ บางส่วนของเราทำงานไม่ได้ดีนัก แต่เราก็เป็นคนเหมือนมนุษย์ทั่วไป และเรามีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตตามที่เราต้องการและใช้ศักยภาพของเราและเข้าถึงศักยภาพของเราโดยไม่ต้องให้ใครมาตัดสินว่าเราเป็นใครและเป็นอะไร

ต่างกับปัญหาทางสังคมอื่นๆ เราไม่มี Bono หรือ Nelson Mandela มาพูดหาคำตอบแทนพวกเรา เราไม่มีผู้นำทางธุรกิจ เราไม่มีอนั่น และพวกเราต้องการพวกเขา พวกเราต้องการคุณ คุณจะต้องรู้ คุณรู้อะไรไหมมันต้องมีการพูดถึงกันบ้าง เพราะเมื่อคุณไม่ได้พูดถึงพวกเราเลย ก็ไม่มีใครเห็นพวกเรา

เป็นสิ่งน่ากลัวมากที่คนมองหรือเข้าใจและคิดว่าคนพิการเป็น ลองนึกถึงหนังเจมส์บอนด์ อาชญากรทุกคนมีความพิการ คิดถึง จอว์ เขาเป็นคนประหลาด หนังสือ Dan Brown คนร้ายเป็นคนผิวเผือก ฉันเป็นคนตาเผือก แล้วมนุษย์ "จริง" หายไปไหนหมด ไม่ใช่เพียงแค่แสดงหรือการกุศลที่ให้ความสงสาร

และคุณรู้ไหม สิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้นเมื่อฉันตัดสินใจที่จะยอมรับว่าฉันไม่สามารถมองเห็นได้ดีนัก เมื่อฉันยอมจำนนในที่สุด เมื่อฉันหยุดการต่อสู้ และมองเห็นตัวเองอีกครั้ง เห็นและสัมผัสถึงได้ผู้คน และไม่ได้ปล่อยให้ดวงตามากำหนดตัวฉัน ฉันให้ความฝันวัยเด็กเป็นจริง

เมื่อฉันยอมรับว่าดวงตาของฉันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของฉันและไม่ใช่ทั้งหมดของฉัน มันน่ามหัศจรรย์มาก เพราะว่าเก้าเดือนต่อมาหลังจากวันนั้นบนก้อนหิน ฉันได้ออกนัดเป็นครั้งแรกในชีวิตกับช้าง 7½ ฟุต ที่เรียกว่า Kanchi เราออกเดิน 1,000 กิโลเมตร ข้ามประเทศอินเดีย ฉันเป็นตัวของตัวเอง (อ้อ กับผู้ชายอินเดียที่พูดหลายภาษาหกคนและทำอะไรผิดอยู่บ่อยๆ) แต่ฉันก็ทำด้วยตัวเอง สิ่งที่พิเศษที่สุด มีพลังมากที่สุดที่ฉันค้นพบคือ ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่ประสบความสำเร็จก่อนการมาเดินทางช้าง ฉันทำแล้ว แต่ฉันเชื่อในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ฉันไม่เชื่อในตัวเอง ตัวเต็มของฉัน ฉันทำตัวเป็นคนอื่น

คุณรู้หรือไม่ว่าเราทุกคนมีแนวโน้มที่จะทำตัวเป็นคนที่ไม่ใช่ตัวเราเอง และคุณรู้ไหมว่า เมื่อคุณเชื่อมั่นในตัวคุณเองและทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของตัวคุณ สิ่งยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้น ระยะทาง 1,000 กิโลเมตรนี้สามารถระดมทุนได้มากถึง 6,000 ดวงตา 6,000 คนจะมองเห็นได้เพราะการนี้

แต่ส่วนที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือ ตอนที่ฉันกลับมาถึงบ้าน ฉันไปเก็บงานที่ Accenture ฉันจากไปและไปเป็นผู้ประกอบการทางสังคม ฉันได้จัดตั้งองค์กรกับ Mark Shand ที่ชื่อ Elephant Family ซึ่งทำเกี่ยวกับการอนุรักษ์ช้างในเอเชีย และฉันตั้ง Kanchi ซึ่งเป็นองค์กรทางสังคมที่มีภารกิจในการปลดปล่อยพลังและคุณค่าให้ 1 พันล้านคนทั่วโลกที่เป็นคนพิการ เนื่องจากองค์กรจะถูกตั้งชื่อตามชื่อช้างของฉันเสมอ เพราะความพิการคือช้างในห้อง และฉันต้องการให้คุณเห็นในทางบวก ไม่ใช่การกุศล ไม่ใช่ความสงสาร ฉันต้องการทำงานเฉพาะกับธุรกิจและความเป็นผู้นำสื่อในการให้ภาพลักษณ์ความพิการโดยรวมในทางที่น่าตื่นเต้น และเป็นไปได้ มันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการจะทำ และฉันไม่เคยนึกถึง "ไม่" อีกต่อไป และเรื่องมองไม่เห็น ดูเหมือนว่ามันเป็นไปได้

ถึงกระนั้นก็ตาม เมื่อฉันเดินทางมาที่นี่เพื่อพูดให้กับ MDRT ฉันก็ต้องหยุดทุกสิ่งไป ฉันพูด แต่นี่ก็เป็นผู้ฟังที่น่าตื่นตาตื่นใจ เป็นกลุ่มผู้ฟังใหญ่ที่สุดที่ฉันเคยพูดมาก่อน และฉันคิดตลอด 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา ฉันกำลังทำอะไรอยู่ที่นี่ ฉันไม่มีชื่อเสียง ฉันใช่คนที่มีชื่อเสียง ไม่โด่งดัง ฉันเป็นเพียงผู้หญิงที่มีเรื่องราวและภารกิจ มันทำให้ฉันคิดถึงเมื่อฉันเดินทางไปพูดที่ TED ในปี พ.ศ. 2010 ตอนนั้นฉันไม่คิดว่าฉันสามารถทำได้ และฉันก็ต้องเตือนตัวเองก่อนที่ฉันจะขึ้นมาบนเวทีเมื่อเช้านี้ว่าการเป็นตัวของฉันก็ดีแล้ว เป็นสิ่งที่คุณต้องบอกตัวเองอยู่ตลอดเวลาไม่เป็นใช่เรื่องง่าย

แล้วฉันก็มาอยู่ที่นี่ นี่คือฉัน เต็มตัว ตาโบ๋และอื่นๆ ตลอด 17 ปีหลังจากที่ฉันออกมาจาก "ตู้เสื้อผ้าคนตาบอด" เป็นคนที่ฝันร้ายคนที่เต้นมาตลอด 17 ปีที่เต็มไปด้วยความสูญเสีย เศร้าใจ ความสำเร็จอย่างมาก รางวัลหลายรางวัล หย่าแล้ว ตกหลุมรักอีกครั้งเคยสูญเสียธุรกิจและการสร้างมันขึ้นมาอีกครั้ง ฉันกลัวและกลัวมาก ฉันล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าและประสบความสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์ ฉันไม่มีอะไรพิเศษ แต่ฉันก็คือฉัน และได้เรียนรู้ทุกสิ่งที่ขึ้นและลงเมื่อทุกครั้งที่ฉันพยายามจะทำตัวเป็นคนอื่น ฉันทำผิดพลาด และเมื่อฉันซ่อนบางส่วนของตัวเองไว้ ฉันก็ล้มลงอีกครั้ง เราทุกคนก็ซ่อนอะไรบางอย่างเป็นความลับเพราะกลัวว่าจะมีคนมาว่าเรา เราทุกคนกลัวที่จะเสี่ยงต่อที่จะเกิดความกลัวว่าจะถูกมองว่าเป็นคนอ่อนแอ

แต่สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ก็คือเรามีทางเลือกในการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ และเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างมากที่สุด ฉันได้เรียนรู้ว่าเมื่อฉันเป็นตัวของฉันเองเต็มตัว ฉันจะมีศักยภาพแบบที่ฉันไม่เคยฝันว่าจะมีได้ สิ่งหนึ่งคือ ฉันคงจะไม่ได้มายืนอยู่บนเวทีนี้

ฉันได้ค้นพบว่าถ้าคุณไม่ยอมแพ้ คุณก็จะมีทางออกเสมอ เพราะถ้าคุณไม่ยอมแพ้ ทุกสิ่งก็จะเป็นไปได้ในที่สุด ถ้าคุณยอมที่จะยืดหยุ่นและทำอะไรที่แตกต่างออกไป คุณสามารถจะทำให้มันเกิดขึ้นได้ และหลักฐานหรือ คุณรู้ไหมฉันได้ขับรถคันนั้นจริง ฉันขับอยู่ที่ 97 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รอบมาเลเซียกรังด์ปรีซ์ห้ารอบ และไม่ได้พักเลย และเดาว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันแข่งกับคนตาบอด และเป็นเรื่องมหัศจรรย์

ฉันได้เรียนรู้ว่า ในความทุกข์ยากและการต่อสู้ จะมีโอกาสที่น่าทึ่ง เมื่อปีที่แล้ว ฉันยืนอยู่บนเวที MDRT เวทีที่เล็กกว่านี้มาก และในช่วงเวลาแห่งความหวาดกลัว ควบคู่กับการต่อต้านคนที่บอกฉันก่อนหน้าคืนหนึ่งว่า ความฝันของฉันมันใหญ่เกินไป และควรลดความทะเยอทะยานลง ฉันบอกผู้ฟังว่า ฉันจะพิสูจน์ว่าเขาผิด และผู้ฟังในวันนั้นก็ดีมากและเป็นกำลังใจมาก พวกเขาให้ความกล้าหาญในการออกไปต่อสู้เพื่อสิ่งที่ฉันต้องการ และฉันภูมิใจมากที่จะบอกว่าอีกหกสัปดาห์ฉันจะทำในสิ่งที่ชายคนนั้นบอกฉันว่าฉันไม่มีวันที่จะทำได้ ฉันจะบรรลุความฝันที่สองในวัยเด็กของฉันและเป็นคาวเกิร์ลที่จะขี่ระยะทาง 1,000 กิโลเมตรผ่านทางอเมริกากลางเพื่อจุดประกายแคมเปญทั่วโลกให้กับคนพิการในวาระการทำธุรกิจทั่วโลก

เมื่อฉันเริ่มต้นงานนี้เมื่อ 17 ปีก่อน ไม่มีบริษัทไหนอยากจะพูดคุยด้วยกับฉัน ไม่มี ด้วยแคมเปญที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์นี้ทำให้เราทำได้ เราจะร่วมมือกับแบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก 7 แห่งที่มีความปรารถนาที่จะเข้าถึงผู้คนกว่า 100 ล้านคน คาวเกิร์ลคนไอริช คนดูแลช้างคนนี้ปฏิเสธที่จะยอมแพ้ เพราะฉันเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นได้ และฉันได้เรียนรู้อย่างแจ่มแจ้งว่าวิธีเดียวที่เราสามารถทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นคือถ้าเราเชื่อว่าเราสามารถทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นได้

ดังนั้นก่อนที่ฉันจะไปและใส่หมวกคาวเกิร์ล ฉันจะจบสิ่งที่พูดโดยพูดบางสิ่งทิ้งท้ายไว้ว่า:

ขอบคุณ MDRT ที่เชื่อในตัวฉัน ขอขอบคุณ การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นที่คุณ เราไม่ควรลืมผลกระทบที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมและความเชื่อของเราต่อคนอื่นๆ และความสำคัญของการที่มีคนที่ดีอยู่รอบตัวเรา จำไว้ว่า พลังจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีคนเชื่อในตัวคุณ ฉันอยู่ที่นี่ได้เพราะคนเชื่อในตัวฉันหลายคน

ชีวิตของคุณไม่ได้ถูกกำหนดโดยอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เรื่องเดียวคุณต้องเริ่มต้นใหม่ทุกวัน

ใช้เวลาในการลงทุนในฝันและสิ่งที่คุณหลงไหล แต่ให้ลงทุนในตัวคุณมากๆ เชื่อสัญชาตญาณและหัวใจของคุณ และลงทุนในการเรียนรู้เกี่ยวกับตัวคุณเอง ตัวตนที่แท้จริงของคุณเพราะนั่นคือที่ที่ฝุ่นทองอยู่ จะดียิ่งกว่าเมื่อเราเป็นตัวของตัวเราเอง นักธุรกิจที่ดีที่สุด คู่ค้า สมาชิกในครอบครัว และเพื่อนของเรา

ฉันได้เรียนรู้ว่ารถยนต์และรถจักรยานยนต์และช้างไม่ใช่สิ่งที่มีอิสระ ความจริงกับตัวคุณเองก็คือเสรีภาพ

และฉันไม่เคยต้องการที่จะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ ฉันไม่เคยต้องการตาเพื่อดู ไม่เคย ฉันเพียงต้องการวิสัยทัศน์และความเชื่อ และถ้าคุณเชื่ออย่างแท้จริง และฉันหมายความเชื่อจริงจากก้นบึงหัวใจของคุณ คุณสามารถทำให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นได้

ฉันต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกของทุกคนให้เป็นจริง เราต้องทำให้มันเกิดขึ้น และฉันจะไม่ยอมแพ้มัน เพราะทุกๆ คนในเรา ผู้หญิง ผู้ชาย เกย์ คนทั่วไป คนพิการ สมบูรณ์แบบ ปกติทุกอย่าง อะไรก็แล้วแต่ ต้องเป็นที่ดีที่สุดของตัวเอง ฉันไม่ได้ต้องการให้ใครต้องเป็นคนมองไม่เห็นอีกต่อไป เราทุกคนต้องถูกรวมเข้าไปไว้ด้วย และหยุดติดฉลากจำกัดไว้ด้วยฉลาก เพราะเราไม่ใช่ขวดแยม เราเป็นคนพิเศษ แตกต่าง และยอดเยี่ยม

Dr. Caroline Casey, เป็นทั้งนักผจญภัยและนักธุรกิจหญิงที่รักและใฝ่ฝันที่จะใช้ชีวิตเป็นแบบอย่างชนิดไม่มีขีดจำกัดและไม่มีใครมาบงการ ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษา ที่ปรึกษาอาวุโส กรรมการและนักวิทยากรระหว่างประเทศ Casey มีความสามารถในการเชื่อมต่อกับผู้คนได้ดี นับตั้งแต่การตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเมื่ออายุ 28 ปี และทิ้งความสำเร็จในหน้าที่การงานในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการและเดินทางข้ามประเทศอินเดียบนหลังช้าง เธอก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักบุกเบิกและได้สร้างนวัตกรรมการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและการรับรู้ความไร้ความสามารถให้กับธุรกิจและสื่อต่างๆ แม้ว่าจะเป็นผู้ได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย Casey ก็เชื่อว่าความสำเร็จที่แท้จริงจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่เคยยอมแพ้และพยายามที่จะเป็นตัวของตัวเองเท่านั้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ตัวเธอเองก็ยังพยายามทำอยู่

 

{{GetTotalComments()}} Comments

Please Login or Become A Member to add comments