Select Language

Check Application Status
en

Resource Zone

การปีนเชือก

William J. Rossi, CFP, ChFC

Rate 1 Rate 2 Rate 3 Rate 4 Rate 5 0 Ratings Choose a rating
Please Login or Become A Member for additional features

Note: Any content shared is only viewable to MDRT members.

Rossi พูดคุยถึงเรื่องความสำคัญของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและการคำนึงถึงครอบครัวเป็นอันดับแรก หัวข้อดังกล่าวนี้ได้รับการนำเสนอที่การประชุมประจำปี 2017

ผมจะไม่นำเสนอว่าคุณจะต้องขายอย่างไร ทุกคนที่อยู่ที่นี่รู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ขอแสดงความยินดี! สิ่งที่ผมจะแบ่งปันคือแนวคิดที่จะให้ชีวิตกับคุณ ผมได้เรียนรู้เรื่องนี้ระหว่างการประชุมประจำปีครั้งที่สอง และเป็นประเด็นที่มีการตอกย้ำอยู่เสมอในทุกการประชุมตั้งแต่นั้นมา หากคุณร่วมงานกับ MDRT มาพักหนึ่งแล้ว คุณอาจทราบดีว่า MDRT ส่งเสริมเรื่องความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน ผมขอนำเสนอให้เราเห็นถึงความคุ้มค่าและความสำคัญของแนวคิดนี้ หากชีวิตส่วนตัวและชีวิตครอบครัวของคุณไม่ชัดเจน สิ่งนี้ก็จะส่งผลลบต่อการทำงานของคุณไปด้วย เราจะเรียกประสบการณ์นี้ว่า “การปีนเชือก” เพราะว่าชีวิตคือการสร้างสมดุล ลองนึกภาพของละครสัตว์ที่มีการโชว์กายกรรมเดินเชือก นักกายกรรมจะต้องโยนตัวไปมาเพื่อปรับสมดุลอยู่ตลอด บางครั้งต้องเอนตัวไปข้างหน้า ทางซ้ายหรือข้างขวา ผมเชื่อว่าหากคุณทำได้อย่างเดียวกันนี้ คุณก็จะมีพลังงาน สามารถสร้างผลผลิตและมีชีวิตที่เติมเต็มได้มากขึ้น

ระหว่างการประชุม MDRT ครั้งที่สองของผม ผมได้ยินผู้บรรยายบอกว่าเราควรทำงานให้เต็มที่ แต่อย่าให้ตัวเองโดนไล่ออกจากงานเบอร์หนึ่งของตัวเอง หากคุณแต่งงานแล้วและ/หรือมีบุตร บุคคลเหล่านี้คือเป้าหมายอันดับหนึ่งของคุณ คุณมีหน้าที่ทำงานหาเงิน แต่พวกเขาก็ต้องการเวลาและความทุ่มเทของคุณเช่นกัน หากพวกเขาเบื่อหน่ายกับคุณ คุณจะทำงานหนักไปเพื่ออะไร เราทุกคนใช้เวลาอยู่ในที่ทำงานมากกว่าที่บ้าน ดังนั้นเวลาที่อยู่บ้าน ครอบครัวของเราจะต้องได้รับการเอาใจใส่และทุ่มเทอย่างเต็มที่เช่นกัน หากคุณกลับมาบ้านทุกคนและเอาแต่ฟุบนอน โดยไม่สนใจครอบครัว ท้ายที่สุดพวกเขาก็จะหันหลังให้กับคุณ เหมือนกับเวลาที่คุณไม่สนใจลูกค้า ลูกค้าก็จะหันหลังให้กับคุณ กลับมาบ้านพร้อมกับความกระตือรือร้น ให้ทุกคนในบ้านสัมผัสได้ถึงไฟในตัวที่คุณนำกลับมาจากที่ทำงาน ที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ MDRT

ผมบอกไปว่าครอบครัวต้องมาก่อน และผมคิดอย่างนั้นจริง ๆ ทั้งนี้เราเองก็จะต้องมีผลการทำงานที่ดีด้วย ครอบครัวเป็นของราคาแพง เราจะทำให้เกิดสมดุลระหว่างสองอย่างนี้ได้อย่างไร ผมจะแนะนำเครื่องมือบางอย่างที่ผมนำมาใช้

อย่างแรกคือจากที่ทำงาน เวลาที่ทำงาน ผมต้องการทำงานให้มีประสิทธิภาพและมีผลงานมากที่สุด คนส่วนใหญ่ทำงานเช้าชามเย็นชาม หากคุณสละเวลาในการเรียนรู้ประสบการณ์จากทุก ๆ วัน คุณก็จะทำงานได้เร็วขึ้นและดีขึ้น เครื่องมือง่าย ๆ ที่เราใช้ในที่ทำงานของเราคือการปรับเปลี่ยนตามประสบการณ์ คนส่วนใหญ่พยายามลืมเรื่องร้าย ๆ และยึดอยู่กับประสบการณ์ดี ๆ แต่ให้เราก้าวไปอีกก้าว หากมีอะไรเกิดขึ้นไม่เป็นที่น่าพอใจ ให้ถามคำถามว่าเพราะอะไร ระบุเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อะไรที่ได้ผล อะไรที่ไม่ได้ผล หลังจากที่คุณทราบสาเหตุ คุณก็จะสามารถทำงานให้แตกต่างไปจากเดิม คุณอาจไม่พลาดทำผิดเหมือนเดิมอีก ในทางเดียวกัน เมื่อคุณประสบความสำเร็จก็ให้ถามว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และเพราะอะไร การได้ประมวลผลสิ่งที่เรียนรู้ และนำไปสร้างผลซ้ำ ๆ กัน คุณก็จะ “มีผลงานโดดเด่น” มากยิ่งขึ้น

ต่อจากนี้คือการลับคมจากประสบการณ์ที่คุณมี หลายคนอาจเคยได้ยินคำเปรียบของคนตัดไม้สองคนที่เป็นเพื่อนกัน แต่การทำงานของทั้งสองแตกต่างกันมาก คนแรกทำงานตลอดเวลาโดยไม่พักผ่อน เพื่อนของเขาบอกว่า “นายลับเลื่อยตอนไหนกัน” เวลาที่เลื่อยทื่อ ตัดต้นไม้ได้ยาก ทำให้ต้องใช้แรงและเวลามากขึ้นนะ” คนตัดไม้คนแรกบอกว่าเขาไม่มีเวลาลับเลื่อย ส่วนเพื่อนของเขาจะหยุดทุกวันศุกร์เพื่อลับเลื่อย ไม่นานเขาก็สามารถตัดไม้ได้เป็นสองเท่าของเพื่อนคนแรก หลักก็คือการใช้เวลาในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของคุณ เพื่อให้คุณเหนือกว่าคู่แข่ง การมาประชุมนี้ก็เหมือนกับการลับคมทักษะของคุณเช่นกัน

อีกเทคนิคที่เราใช้ในที่ทำงานของเราคือระบบจัดการเวลา โดยส่วนใหญ่เรามักไม่พบลูกค้าในช่วงวันจันทร์หรือวันศุกร์ นี่เป็นเวลาสำหรับแผนงาน การศึกษาข้อมูล การเตรียมการหรือการติดตามผลในสิ่งที่เราแจ้งว่าจะดำเนินการให้ลูกค้าระหว่างการประชุมในวันอังคารถึงพฤหัสบดี สิ่งนี้จะทำให้เรามีเวลาในการพบปะกับทีมงานและมอบหมายหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้เรายังมีแผนลาพักร้อนย้อนหลังให้กับคนส่วนใหญ่ ผมเคยได้ยินเพื่อน ๆ พูดว่า “ทันทีที่...เสร็จ ฉันจะไปพักผ่อน” ช่องว่างนี้อาจเป็นงานที่คุณดูแล เช่น การปิดงานหรือยอดขายใหญ่ หรือการทำเป้าหมายบางอย่าง ประเด็นคือพวกเขาให้รางวัลตัวเองหลังจากทุ่มเทงานบางอย่างให้เสร็จสิ้น แต่เรามองสถานการณ์อย่างแตกต่าง หากมีงานใหญ่หรือเป้าหมายสำคัญอยู่ข้างหน้า เราจะพัก ชาร์จไฟและผ่อนคลายให้เต็มที่ก่อน เมื่อคุณปลดปล่อยตัวเองไปได้สักสองสามวัน คุณจะกลับมาแบบมีเป้าหมายชัดเจนและพร้อมก้าวผ่านทุกสิ่ง ลองทำดูแล้วผมเชื่อว่าคุณจะพบกับความประหลาดใจ คุณจะต้องกลับมาพร้อมกับพลังที่เต็มเปี่ยม และความกระตือรือร้นในการทำเป้าหมายให้สำเร็จ สิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อชีวิตส่วนตัวของคุณด้วยเช่นกัน หากคุณรู้จักพักงานเป็นช่วง ๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณได้ “ปรับสมดุลของตัวเอง” และจดจ่อกับสิ่งที่คุณรัก เพื่อให้คุณเดินเชือกได้อย่างมั่นคง!

William J. Rossi, CFP, ChFC, เป็นสมาชิก MDRT 14 ปี ได้รับ Top of the Table honors 11 ครั้ง และเป็นประธาน Top of the Table ที่แล้วมา เขามีความชำนาญในด้านการบริหารการลงทุน การวางแผนอสังหาริมทรัพย์ 401 (k)s และการสร้างกลยุทธ์การกระจายรายได้ระหว่างเกษียณอายุ ความรู้ความเข้าใจระดับมืออาชีพของ Rossi เกี่ยวกับการวางแผนแบบค่าธรรมเนียม ได้ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ระดับท้องถิ่นและระดับชาติรวมทั้งนิตยสาร Money เขานั่งอยู่ในคณะกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนของ Koss Olinger อาศัยอยู่ในเมืองเกนส์วิลล์ ตั้งแต่ปี 2530 Rossi มีส่วนร่วมในชุมชน ทำงานในคณะกรรมการที่ศูนย์ศิลปะการแสดงของมหาวิทยาลัยฟลอริด้า NAIFA-เกนส์วิลล์ สภาการวางแผนอสังหาริมทรัพย์ของเกนส์วิลล์ และอื่นๆ

 

{{GetTotalComments()}} Comments

Please Login or Become A Member to add comments