Select Language

Check Application Status
en

Resource Zone

ก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่

Eric Boles

Rate 1 Rate 2 Rate 3 Rate 4 Rate 5 0 Ratings Choose a rating
Please Login or Become A Member for additional features

Note: Any content shared is only viewable to MDRT members.

Boles อดีตผู้เล่น NFL และประธานบริษัท Game Changers, Inc. อภิปรายถึงวิธีการปลดล็อคศักยภาพที่จำเป็นต้องแข่งขันกับตนเอง มิใช่เป็นเพียงเกมการแข่งขัน เขากล่าวว่า เราสามารถวิ่งผ่านความกลัวและประสบความสำเร็จสูงสุดได้โดยการหลีกเลี่ยงความกระหยิ่มใจและต้องไม่เกรงกลัวต่อความล้มเหลว การถูกปฏิเสธหรือสิ่งที่ไม่รู้จักมักคุ้น หัวข้อดังกล่าวนี้ได้รับการนำเสนอที่การประชุมประจำปี 2017

นี่เรียกว่า ก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ เป็นชื่อหัวข้อชื่อว่าก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ ไม่ได้คิดในเรื่องใหญ่ ไม่ใช่การวางแผนที่ยอดเยี่ยม ผมรู้ และก็มีคนบอกผมแล้วว่า ผมกำลังพูดกับคนที่เก่งที่สุด และสิ่งที่คนเก่งคิดคือทำอย่างไรจึงจะพัฒนาให้ได้ดีกว่า เป้าหมายของพวกเขาอยู่ที่ดียิ่งขึ้น ดังนั้น ผมจึงขออนุญาตก่อนที่ผมจะเริ่มต้นว่า ผมจะขอท้าทายคุณ ผมจะขอนำเสนอข้อมูลบางอย่างแก่คุณ และช่วยให้คุณสามารถทำงานได้อย่างดีที่สุด เหตุผลที่ผมต้องขออนุญาตจากคุณ คุณเห็นหรือไม่ ผมมีผ้าเช็ดมือถืออยู่ และผมอาจจะเหงื่อตก ผมรู้สึกตื่นเต้นจริงๆ

แต่ผมต้องการให้แน่ใจว่าคุณจะไม่สับสนเอาความร้อนรนของผมไปเข้าใจเป็นว่ากำลังโมโหใครอยู่ ผมไม่ได้โกรธใคร ผมเพียงแค่ร้อนรนมากเท่านั้น ผมมักจะเหงื่อตก แม่บอกว่าเพราะผมเป็นคนพิเศษ แต่คุณก็รู้ว่าแม่ก็เป็นแบบนั้นทั้งนั้น

เรากำลังก้าวกระโดดไปสู่ความสำเร็จ มันเป็นความจริงที่คนเก่งมักต้องการจะทำดียิ่งขึ้น ความท้าทายหนึ่งสิ่งที่มาพร้อมกับการทำให้ดีที่สุดอยู่ตลอดคือ บ่อยครั้งทีเดียวมีหลายสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของคุณ ดังนั้น ผมจะไม่ไปพูดถึงเรื่องพวกนั้นมากนัก เช่น การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ หรือพลวัตต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วที่จะทำให้คุณทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปีนี้ มีหลายสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อเรา ที่ผมจะเน้นคือพวกท่าน ตกลงนะครับ เราจะทำเช่นนั้นกัน

เอาละ มาเริ่มต้นกันเลย เมื่อเราพูดถึงการก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่ เรากำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันหรือ เราจะทำอะไรกัน ทำอะไรจึงจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดหรือ สร้างความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ในตัวเราหรือ แต่ความยิ่งใหญ่ดังกล่าวก็ต้องถูกท้าทายให้เป็นการกระทำออกมา มีใครเคยบอกคุณหรือไม่ว่าคุณมีศักยภาพสูง คุณเคยรู้สึกน่าเบื่อที่มีคนบอกคุณแบบนั้นไหม ผมได้ยินครั้งแรกในการเล่นกีฬา พื้นหลังของผมเป็นนักกีฬา ผมเล่นอเมริกันฟุตบอลบ้าง ผมต้องขอโทษคุณบางคนที่ไม่ชอบหรือไม่เข้าใจ แต่ผมเล่นอเมริกันฟุตบอล ผมมีโค้ชคนหนึ่งที่บอกผมครั้งหนึ่ง "18" เขาไม่เคยเรียกชื่อ เขาพูดว่า "หมายเลข 18 คุณมีศักยภาพมาก" และมันก็เป็นคำพูดที่น่าฟังมาก เพราะคุณต้องเข้าใจว่า นี่เป็นครั้งแรกที่โค้ชคนนี้ได้พูดอะไรบางอย่างที่ดีกับผม และผมพูดว่า "ขอบคุณ โค้ช" เขาบอกว่า "อย่าขอบคุณผม เพราะว่าคุณยังไม่ได้ทำผลงานอะไรเลย "

นั่นไม่ใช่วิธีที่เราจะอธิบายคำว่า ศักยภาพ อย่างที่ผมได้พูดมา ศักยภาพ คือความสามารถที่นิ่งเฉยอยู่ ความสำเร็จที่ยังไม่ได้ถูกเรียกใช้ เป็นทุกสิ่งที่คุณมี แต่ยังไม่ได้ใช้มัน และทุกอย่างที่คุณทำได้ แต่ยังไม่ได้ทำเท่านั้น ศักยภาพไม่มีแผนเกษียณอายุ สิ่งที่คุณประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเยี่ยมยอดแค่ไหนก็ตาม ไม่ได้เป็นศักยภาพอีกต่อไป ทุกครั้งที่คุณได้ใช้ศักยภาพไป คุณจะพบว่ายังมีศักยภาพอีกมากที่คุณยังไม่ได้เรียกใช้มัน นี่คือเหตุผลที่ผมรู้ว่าผมกำลังพูดกับคนเก่งที่สุด เพราะคนเก่งย่อมต้องการจะทำดียิ่งขึ้น คุณไม่ได้วัดความสำเร็จบนฐานของการแข่งกับคู่ต่อสู้ คุณวัดความสำเร็จของคุณกับสิ่งที่คุณมีอยู่แล้วในมือของคุณ ใช่ไหม

เอาละ เพื่อให้เกิดการนำไปปฏิบัติได้ ผมมีลูกโอ๊กอยู่ในมือผมและผมจะถามคำถามง่ายๆ ว่า มีอะไรอยู่ในมือของผม หลายคนจะพูดว่า "คุณมีลูกโอ๊กอยู่ในมือของคุณ" เก่งมาก บางท่านอาจคิดลึกไปกว่านั้นหน่อย และพูดว่า "จริงๆ คุณมีลูกโอ๊กอยู่ในมือ แต่ข้างในลูกโอ๊กนั้นเป็นต้นโอ๊ก" ซึ่งก็มีความจริงอยู่มาก แต่บางคนอาจคิดไกลไปกว่านั้นและบอกว่า "ใช่ คุณมีลูกโอ๊กอยู่ในมือของคุณ แต่ในลูกโอ๊กเป็นต้นโอ๊ก และบนต้นโอ๊กมีลูกโอ๊กพันๆ ลูก" ดังนั้น วิธีการที่คุณมองลูกโอ๊ก จะกำหนดว่าคุณเห็นคุณค่าของลูกโอ๊กมากเท่าไหร่ เพราะจริงๆ แล้ว ลูกโอ๊กในมือคุณก็คือป่าต้นโอ๊กนั่นเอง

เหตุผลที่ผมนำเรื่องนี้ขึ้นมาและโยงใยไปที่หัวข้อเพราะเมื่อคุณนึกถึงลูกค้ารายนั้น คุณไม่ควรเพียงแค่คิดถึงลูกค้ารายนั้น แต่ควรคิดถึงโอกาสอื่นๆ ด้วย คิดเกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่ในมือของคุณแล้ว คุณจะทำอะไรกับมัน สิ่งที่ดีที่สุดแตกต่างจากที่เหลืออย่างไร คนเก่งกับคนธรรมดาต่างกันอย่างไร คือหลายๆ ครั้งทีเดียว ขณะที่เรายังเป็นเพียงแค่คนธรรมดา ก็มักจะคิดถึงสิ่งที่ผมต้องทำเพื่อจะให้ได้ดีที่สุด ดังนั้น จึงเป็นแบบนี้เสมอ ผมต้องทำอะไรอีก ต้องมีอะไรเพิ่ม ถ้าเพียงผมมีสิ่งนี้ ถ้าคุณจะเปลี่ยนนั่นให้ผม ซึ่งการคิดที่ดีที่สุดควรเป็น ผมมีอะไรอยู่แล้วและผมจะเพิ่มมูลค่าได้อย่างไร ไม่เพียงทุกคนควรคิดเช่นนั้น ผู้นำทุกคนด้วย โค้ชที่ดีควรคิดแบบนี้และผู้นำที่ยิ่งใหญ่ก็ควรจะทำกัน

ดังนั้นเป้าหมายก็คือ ทำอย่างไรจึงจะดึงศักยภาพที่มีอยู่แล้วในตัวคุณออกมา สิ่งหนึ่งที่ผมต้องการให้คุณพิจารณาและคิดถึงคือศักยภาพนั้น ถ้าเราทุกคนมีเหมือนโค้ชที่เอาผมไปล้อเล่น แต่เราทุกคนมีศักยภาพจริง คำถามคือ เราจะปลดปล่อยมันออกมาได้อย่างไร ศักยภาพต้องใส่ความรับความรับผิดชอบลงไปเพื่อจะปลดปล่อยมันออกมา ต้องได้รับการท้าทาย ให้พวกคุณทุกคนเวลานี้คิดถึงมัน อะไรที่แท้จริงในตัวคุณที่ทำให้คุณยิ่งใหญ่ได้ ในช่วงสบายๆ ทุกสิ่งดำเนินไปตามแผน ไม่ใช่ เมื่อเกิดเรื่องผิดปกติที่คุณต้องแก้ไข บ่อยครั้งทีเดียวที่คุณค้นพบความสามารถภายใต้ความกดดันสูง นี่คือเหตุผลที่ผมมักจะชอบที่จะยกตัวอย่างศักยภาพกับกล้ามเนื้อในร่างกายให้เห็นถึงความสัมพันธ์กัน

มันต้องได้รับการท้าทาย ต้องได้รับความกดดันเพื่อจะปลดปล่อยออกมา ผมต้องการให้แน่ใจว่าความท้าทายที่คุณนำไปใช้กับศักยภาพของคุณไม่ใช่แค่ความท้าทายจากภายนอกเท่านั้น แต่เป็นเรื่องภายใน อย่ารอจนกว่าสถานการณ์ภายนอกบังคับให้เราต้องทำดีขึ้น ทำไมเราจึงไม่คิดที่จะทำให้ไม่ดีขึ้น ให้เราคิดในใจว่าจะต้องดีขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ผมต้องการจะพูดกับพวกคุณ

สิ่งสุดท้ายที่ผมต้องการพูดถึงเรื่องศักยภาพก็คือ มันสำคัญมากที่จะเริ่มต้นทำการวัดตัวเองจากความคิด ไม่ใช่ว่าผมทำดีกว่าคู่แข่งมากแค่ไหน แต่ที่สำคัญกว่าผมทำดีแค่ไหนเมื่อเทียบกับที่ผมสามารถทำได้ที่สุด นี่คือสิ่งที่แยกคนทั่วไปจากคนปานกลาง

เอาละ ผมจะบอกคุณต่อไปว่า กีฬาที่ผมเล่นได้ดีที่สุดคือบาสเก็ตบอล ผมเชื่อว่าผมเล่นบาสได้ดีกว่าอเมริกันฟุตบอล ดังนั้น วันหนึ่งหลังจากที่ผมไม่ได้เล่นฟุตบอลอาชีพ และกำลังเล่นบาสเกตบอลที่โรงยิมแถวบ้านเรา เมื่อผมกลับบ้านได้บอกกับภรรยาว่า (ภรรยาของผมชื่อ Cindy ผมแต่งงานเหมือนพวกเราทุกคน) ผมพูดกับเธอว่า "ที่รัก ผมทำดีมากจริงๆ วันนี้ผมไม่ได้พลาดเลย มันน่าทึ่งมากที่ผมทำได้แบบนั้น ผมรู้ว่าผมควรจะเล่นบาสเกตบอลมืออาชีพแทนฟุตบอลอาชีพ ผมสามารถเล่นใน NBA ที่มีสัญญารับประกัน เป็นกีฬาในร่ม บาดเจ็บน้อย ผมหมายความว่า มันวิเศษมาก" และภรรยาก็ถามคำถามง่ายๆ ผมสองสามคำถามว่า

คำถามแรกที่เธอถามคือ "คุณกำลังเล่นกับใคร" มันทำให้ผมอึ้งไป แล้วพูดว่า "ผมไม่เข้าใจคำถามของคุณ" เธอพูดว่า "คิดดีๆ บอกฉฉันว่าคุณกำลังเล่นอยู่กับใคร" ผมบอกว่า "ผมเล่นกับเพื่อนชื่อ Karl ที่รัก ผมเล่นได้ยอดเยี่ยม คุณกำลังเปลี่ยนเรื่อง" เธอพูดว่า "เปล่า ขอผมพูดต่อ Karl สูงแค่ไหน" ผมตอบว่า "ประมาณห้าฟุตเก้า ผมหกฟุตสี่ แต่ที่รัก เขาแข็งแกร่งจริงๆ" เธอตอบว่า "คงใช่" และจากนั้นเธอก็ถามคำถามถัดไป "Karl อายุเท่าไหร่" ช่วงนี้ คุณต้องจำไว้ให้ดี ผมอายุประมาณ 29 ในเวลานั้น "ประมาณ 46 ที่รัก แต่หุ่นเขาบึกบึนมาก" เธอไม่ได้ถามต่อแล้วก็ลุกเดินออกไป ส่วนผมหรือ พวกคุณคงจะนึกภาพออก

ผมได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ เข้าใจว่าอะไรคือคุณธรรม และต้องการจะแบ่งปันกับพวกท่าน สำหรับพวกคุณที่ประสบความสำเร็จแล้ว สิ่งที่ท่านได้ทำมาก็น่าชื่นชม ผู้คนรู้ว่าคุณเป็นคนเก่ง แต่คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า คุณทำดีกว่าคู่แข่งของคุณมากน้อยแค่ไหน และเหตุผลที่คุณไม่ต้องการให้เป็นคำถามก็คือโอกาสที่คู่แข่งขันของคุณอาจจะไม่เก่งก็ได้ นี่ไม่ใช่ปัญหาที่จะทำให้คุณท้อแท้ นี่เป็นเพียงบางสิ่งที่ควรคำนึงถึงเท่านั้น คุณอาจจะมาเป็นหนึ่งก็ได้ แต่ก็ยังไม่ได้เป็นที่หนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับศักยภาพที่คุณมี

โค้ชผู้ยิ่งใหญ่ John Wooden พูดไว้ดีมาก เขาพูดว่า เราทุกคนยังไม่ได้ทำสิ่งที่เราสามารถทำได้ดีที่สุด เพราะไม่มีใครอยากจะดึงศักยภาพออกมาหมด คุณชี้ผู้นำสักคนให้ดู ชี้โค้ชสักคนให้ดู ชี้ให้เห็นพ่อแม่ทั่วไปที่ทำการปลดปล่อยศักยภาพจริงแทนเพียงการที่จะได้เป็นที่หนึ่งให้ดู และคุณจะพบว่า การเล่นของทั้งทีม ทั้งกลุ่ม ทั้งครอบครัว ดีขึ้น เนื่องจากมาตรฐานไม่เพียงแต่ดีกว่าคู่แข่งนิดหน่อย แต่มาตรฐานคือคุณจะปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริงของเราออกมามากเท่าไหร่

ก่อนที่ผมจะพูดต่อไป ผมต้องการให้คุณจดจำสิ่งนี้ไว้ ผมต้องการให้คุณนึกภาพว่าความสำเร็จทั้งหมดที่คุณได้ทำไปแล้วยังเพียงแค่เป็นสิ่งที่อยู่ในลูกโอ๊กเท่านั้น ต้นโอ๊กคือสิ่งที่คุณยังทิ้งไว้ไม่ได้ทำอะไรกับมัน

ดังนั้น อะไรหรือที่ขวางกั้นไม่ให้เราปลดปล่อยศักยภาพนี้ออกมา นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการใช้เวลาที่เหลือกับพวกคุณ มีสี่สิ่งง่ายๆ ในความคิดของพวกเขา ผมไม่ได้ให้อะไรจากมุมมองทางเทคนิค ผมต้องการให้สิ่งที่อยู่รอบความคิดของคุณสิ่งที่คุณคิด ดังนั้น อะไรหรือที่ขวางกันเราอยู่สี่สิ่ง

สิ่งแรกเลยคือความคิด ผมสบายดีกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ พูดเป็นคำศัพท์คือ ความพึงพอใจ พวกคุณบางคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับอเมริกันฟุตบอล แต่คุณจะเข้าใจหลักการนี้ ทีมที่คุณชื่นชอบละเชียร์อยู่จะเป็นทีมอะไรก็แล้วแต่ กำลังนำอยู่ พวกเขาเล่นแบบเสี่ยง ฉวยโอกาส ทำทุกอย่างเพื่อจะนำในการแข่งขันหรือเกมที่เล่น และตอนนี้เกมใกล้จะจบ แล้วพวกเขาจะเล่นอย่างไร ในอเมริกันฟุตบอลเราเรียกมันว่า "ป้องกันการต่อสู้" พวกเขาเริ่มเล่นรับเพื่อรักษาชัยชนะแทนที่จะเล่นแรงเพื่อเอาชนะ พวกเขาเล่นช้า และปล่อยไปตามเกม ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริงๆ พวกเขาเริ่มต้นจากการเล่นดีไปเป็นเล่นให้เยี่ยมยอด พวกเขาเริ่มต้นจากการเล่นที่ดีก่อนแล้วเล่นให้ยอดเยี่ยมตามมา ผลที่ดีที่สุดจะนำไปสู่ผลที่ยอดเยี่ยม เราได้เล่นดีเกินกว่าที่ได้คาดหวังไว้แต่แรก ดังนั้น สิ่งที่เราจะทำต่อไปคือ เล่นให้ปลอดภัยไว้ และนี่เป็นความคิด และเป็นความคิดที่อันตราย เพราะมันทำให้คุณไม่ก้าวไปข้างหน้า มันไม่มีอะไรที่เรียกว่ารักษาสถานะภาพไว้ คุณไม่ไปในทิศทางที่ดีขึ้นก็ต้องไปในอีกทิศทางหนึ่ง ตามที่ที่ปรึกษาของผมบอกผมว่า "Eric คุณจะเป็นเป็นสีเขียวแล้วใหญ่ขึ้นหรือคุณอยากจะปล่อยให้สุกแล้วเน่าเปื่อย และมันไม่เกี่ยวอะไรกับอายุ"

สิ่งหนึ่งที่ผมได้ถามเขาคือ "มันก็เป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่หรือที่เราจะทำการรักษาสถานะเอาไว้ ผมหมายความว่า มันควรจะไม่เป็นไรที่จะคงสถานะไว้ ใช่ไหม" และคำตอบของเขาคือ "แน่นอน เราทำการรักษาสถานะได้ แต่จำไว้ว่าการรักษาสถานะจะทำให้ตกเหวได้" คุณบอกผมสิว่า คู่สมรสที่ดี ก็น่าชื่นชม แต่อย่าให้มีการแต่งงานที่ดีหลุดออกจากความน่าชื่นชมไป คล้ายกับความยิ่งใหญ่หรือปีที่กำไรดี ทำให้ขวางทางไปสู่ปีที่ยิ่งใหญ่กว่า จริงแล้วๆ ควรต่อยอดขึ้น

มีคำพูดหนึ่งจากสุภาพบุรุษคนหนึ่งที่ชื่อว่า Eric Hoffer และผมคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรจะรู้ไว้ Eric Hoffer กล่าวว่า "ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง ผู้เรียนรู้จะได้รับมรดกโลก ในขณะที่ผู้เรียนรู้ได้เตรียมพร้อมในการจัดการกับโลกที่ไม่มีอยู่อีกต่อไป" นั่นหมายความว่า มันอันตรายมากในวันนี้และยุคนี้ที่เราอาศัยอยู่ ที่ที่เราทุกคนต้องรู้ไว้เป็นเรื่องที่ดีมากที่เราทุกคนจะเป็นผู้ได้เรียนรู้ คนที่อยากรู้อยากเห็น ผู้นำนั้นทำการเรียนรู้ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่สิ่งที่ดีเกี่ยวกับการเป็นผู้นำที่เป็นผู้เรียนคือมักจะเป็นผู้ที่ได้ชัยชนะ ดังนั้น ถ้าเราต้องการดำเนินการต่อในขั้นตอนนี้ เราต้องให้แน่ใจว่าจะทำต่อไปได้

แต่ความคิดคือทุกสิ่งทุกอย่าง ผมสบายดีในแบบของผม แต่ผมทำได้ดีขึ้น ผมเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นแค่อ้ายงั่งที่ผมต้องทำงานด้วย ผมเป็นสามีที่เยี่ยมยอด มันเป็นแค่ภรรยาของผมเท่านั้น เธอไม่รู้ว่าเธอมีสามีดีแค่ไหน เราคงยกตัวอย่างไปได้เรื่อยๆ พวกมันแหละ และก็เป็นความคิดที่อันตราย

อย่างไรก็ตาม สามประการต่อไปนี้ เป็นคำสอนหลัก ความกลัวกับสิ่งที่เราไม่รู้ ความกลัวความล้มเหลว ความกลัวการถูกปฏิเสธ

ข้อแรกเกี่ยวข้องกับความกลัวที่ไม่รู้จัก มีคนบอกว่าคนเลือกความไม่พอใจมากกว่าความไม่แน่นอน พวกเขาค่อนข้างไม่พอใจและมั่นใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากกว่าที่จะเสี่ยงและเดินผ่านกระบวนการไม่แน่นอนเพื่อให้ได้สิ่งที่พวกเขาต้องการ ตอนนี้ทำไมถึงมีความสำคัญกับผู้นำ? นั่นคือเมื่อคุณต้องนำ นั่นคือวิธีที่เราต้องทำ แต่เราต้องฝึกฝนตัวเอง ดังนั้นเมื่อคุณนั่งอยู่ที่นั่นและคิดถึงความกลัวที่ไม่รู้จักกลัวความไม่แน่นอนคำอื่นและความกลัวในอนาคตถ้าผมไม่ทราบว่าในอนาคตจะมีลักษณะอย่างไรถ้าไม่แน่ใจผมจะต่อสู้เพื่อรักษาสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน

หนึ่งในสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของผู้นำคือการมีวิสัยทัศน์ คุณมีภาพในอนาคตว่าจะมีลักษณะอย่างไร ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นเกี่ยวกับอนาคตที่มีความไม่แน่นอนที่เราจะไปกัน เมื่อเราพูดถึงความกลัวที่เราไม่คุ้นเคย การจะไปถึงที่นั่นก็เหมือนกับทำสิ่งไม่ให้รู้ นั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่

คำศัพท์ที่หรูหราอีกคำก็คือ วิสัยทัศน์และการคาดการณ์ ไม่ใช่เป็นเพียงการตั้งเป้าหมาย ซึ่งเราทำมันตลอดเวลา เป็นเรื่องพื้นฐาน มันง่าย มันเป็นเพียงการตัดสินใจว่าเราต้องการให้ในอนาคตมีลักษณะอย่างไร ตัดสินใจเลือกสิ่งที่เราต้องการ แล้วก็ออกแบบออกมา เท่านั้นเอง และเราต้องการผู้นำมากกว่านี้ทำในสิ่งนี้ หลายครั้งที่คนต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ก็ไม่ได้ว่าพวกเขากำลังต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เพียงแต่มองไม่เห็นภาพ พวกเขารู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในเวลานี้แม้ว่าบ่นบ้างก็ตาม แต่พวกเขาไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีลักษณะอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราต้องให้เวลากับมันมากยิ่งขึ้น

คุณอาจมีภาพของวิสัยทัศน์วันนี้ แต่คุณมีภาพของพรุ่งนี้ ผมเคยได้ยินสุภาพบุรุษคนหนึ่งถามผมว่า " Eric อีกหนึ่งปีจากนี้คุณก็จะไปถึง คำถามคือที่ไหน" คุณจะไปถึงจุดหมายปลายทางที่อยากไปหรือปลายทางที่ไม่อยากจะไป

สิ่งต่อไปที่เรามีคือความกลัวที่จะล้มเหลว ผมพูดถึงความกลัวของความล้มเหลวเร็วๆ กลัวความล้มเหลวเป็นสิ่งที่น่าสนใจ คาถาที่ผู้คนใช้ก็คือ "ถ้าไม่สำเร็จ ให้หาแพะรับบาปทันที" ไม่ใช่คาถาที่ดีที่สุดในโลกใช่มั้ย แต่แท้จริง ควรเรียนรู้จากความผิดพลาด ยอมรับความผิดพลาด ในช่วงเวลาที่กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่นี้ แต่สิ่งต่างๆ ก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนไม่อาจให้ให้เราเรียนรู้ความผิดพลาดและความล้มเหลว บ่อยครั้งคนเลิกล้มความตั้งใจไปหลังความล้มเหลว ทำไมคุณจึงเลิก เพราะผมล้มเหลว ไม่ใช่ คุณล้มเหลวเพราะว่าคุณเลิกต่างหาก เราอยู่ในช่วงเวลาที่เราต้องเรียนรู้เพิ่มเติม ลองทำสิ่งใหม่ๆ ในรูปแบบที่เราไม่เคยทำมาก่อน

และนี่ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมของคุณเท่านั้น ทุกอุตสาหกรรมกำลังเป็นเช่นนี้ในเวลานี้ เราต้องคิดใหม่ เราต้องไม่กลัวความล้มเหลวอีกต่อไป เราต้องเฉลิมฉลองความล้มเหลวและเรียนรู้ร่วมกัน เราต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกัน สิ่งหนึ่งที่ผมต้องการเน้นในเรื่องความกลัวคือการนำเอาความกลัว ความล้มเหลวออกจากสภาพแวดล้อมบางอย่างไป ผู้นำอุตสาหกรรมและโค้ชที่ทำความท้าทายทำอย่างนี้ตลอด คุณต้องมีความยินดีที่จะแบ่งปันค่านิยมของคุณเอง คุณต้องรู้ว่าการที่คุณได้มาถึงจุดนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เราทุกคนล้วนประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่คนของคุณส่วนใหญ่ต้องการจะได้ยิน เช่นเดียวกับคนที่รอบตัวคุณ ไม่ใช่เรื่องราวความสำเร็จของคุณ แต่เป็นช่วงเวลาที่คุณประสบความล้มเหลวและคุณได้ลุกขึ้นมาอีก เมื่อพวกเขาได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ ก็จะทำให้พวกเขาเกิดความมั่นใจ ไม่กลัวความผิดพลาด เพราะยังมีอะไรมากมายหลังจากความผิดพลาดอีก เพราะคุณเป็นตัวอย่างที่ดี ดังนั้น คุณจะเอาชนะความกลัวของความล้มเหลวได้อย่างไร คุณจะฉลองความล้มเหลวอย่างไร พูดถึงเรื่องของคุณเอง ใช้เป็นตัวอย่างการเรียนรู้ให้รอบตัวคุณ

หัวข้อสุดท้ายของเราคือความกลัวที่จะถูกปฏิเสธ กลัวการปฏิเสธแสดงออกถึงความสามารถหรือความไม่สามารถที่จะให้หรือรับข้อเสนอแนะ ลองนึกภาพดูว่าพวกเราหลายคนจะเป็นอย่างไรถ้าเราไม่กลัวคำว่า ไม่ หลายคนไม่มีสิ่งที่พวกเขาต้องการ พวกเขาไม่ได้ขายตามที่ต้องการ พวกเขาไม่ได้รับผลกระทบที่พวกเขาต้องการเพียงเพราะพวกเขาไม่ต้องการที่จะได้ยินคำว่า ไม่ ดังนั้นเราจึงต้องทำการวางแผนมากมายและจัดตารางเวลาและวางกลยุทธ์ ทั้งๆ ที่เราต้องการทำเพียงแค่พูดคุยกันกับคนๆ เดียว และคุณอาจได้สิ่งที่ต้องการไปนานแล้ว แต่เราไม่ยอมพูดคุยกัน เราถอยก็เพราะว่าเราไม่ต้องการได้ยินคำตอบ

ผมเคยคิดว่า ถ้าภรรยาผมไม่ได้พูดอะไรในช่วง 6 เดือนในลักษณะของการบ่น ก็แสดงว่าเธอมีความสุขดี ผิดพลาดเล็กน้อย ผมกำลังได้รับข้อมูลที่ผิดพลาด หลักการสำคัญ: พฤติกรรมและการตัดสินใจของคุณจะดีพอๆ กับข้อมูลที่คุณใช้ หากขาดข้อมูลที่ดี คุณจะตัดสินใจผิดพลาด ดังนั้น คุณจะได้ข้อมูลที่ดีอย่างไร คุณต้องขอมัน และก็ขอมัน คุณจะรู้สึกอยากรู้และตื่นเต้น มันเป็นอะไรกันแน่ ความกลัวในสิ่งที่คุณอาจได้ยิน

ผมได้พูดถึงสามสิ่ง ความกลัวสามประการ และผมจะรวบยอดสรุปเข้าเป็นตัวอย่างเดียวนี้ สามความกลัว ความกลัวจากความไม่แน่นอน คุณจะเอาชนะได้อย่างไร ด้วยการตั้งเป้าหมาย กลัวความล้มเหลว คุณจะจัดการกับความกลัวความล้มเหลวอย่างไร โดยการเฉลิมฉลองงานและสะท้อนถึงความผิดพลาดของคุณ สิ่งที่คุณเรียนรู้และเฉลิมฉลองจะไหลผ่านส่วนที่เหลือขององค์กรและทีมงานของคุณ คุณจะเอาชนะความกลัวการถูกปฏิเสธได้อย่างไร คุณเพียงขอความคิดเห็น คุณให้ความคิดเห็น คุณขอมัน

แต่เพื่อให้เกิดการปฏิบัติจริง ให้ผมกลับไปช่วงที่ผมเพิ่งเข้าสู่วงการใหม่ๆ โดยเล่นอยู่ใน NFL ปัจจุบันเป็นอเมริกันฟุตบอล ผมอยู่ตำแหน่งคนรับ นั่นหมายความว่ามีหน้าที่รับฟุตบอล แต่เพื่อที่จะได้ลงแข่ง ผมต้องเล่นอยู่ในตำแหน่งที่เรียกว่า "ทีมพิเศษ" และเมื่ออยู่ในสนาม ผมอยู่กับทีม คิกออฟ ในตำแหน่งฟลายเออร์ บทบาทของตำแหน่งฟลายเออร์ในทีมคิกออฟคือวิ่งในสนามให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ มีบางอย่างที่มารวมกันเรียกว่าเวดจ์ เวดจ์ประกอบด้วยคน 4 คนที่ใช้คอและไหล่ชนกัน แต่ละคนตัวสูงใหญ่ และพวกเขาจะไข้วแขนติดกันและวิ่งตรงไปข้างหน้า และหน้าที่ของผมคือวิ่งผ่ากลางเวดจไป เป็นการวิ่งเข้าชนให้โดนทุกคน ไม่มีอะไรที่ดีเกี่ยวกับตำแหน่งนี้ ผมแค่อยากให้ทุกคนรู้ว่า เป็นหน้าที่ฮ่วยมากจริง ๆ และหน้าที่ของผมคือการวิ่งไปหาและพุ่งชนให้ทะลุเวดจ์ โดยทำให้กระจายตัวออกเพื่อให้คนอื่นสามารถเข้ามาหรือทำให้การชน

ในเกมนี้ ผมได้ลงแข่งด้วย เกมเริ่มต้นขึ้น คุณน่าจะได้เห็นผมเล่น ผมวิ่งในสนาม ทันใดนั้น เวดจ์ก็รวมตัวกันขึ้น และผมก็จำได้ว่าหน้าที่ของผมคือการวิ่งชนให้ทะลุ เวดจ์ และขณะที่ผมวิ่งผ่านมัน มีโอกาสที่ผมอาจจะตายได้ ดังนั้นผมจึงเริ่มวางกลยุทธ์ปัญหาแก้ไขไป ผมเหมือนกับ เอ้อ ถ้าผมวิ่งอ้อมเวดจ์ไปด้านหลังและทำการชนแบบวินวิน ผมชนได้ ไม่มีการบาดเจ็บ ฟังดูดี นั่นคือสิ่งที่ผมทำ ผมวิ่งไปรอบๆ เวดจ์ ผมมาด้านหลังแล้วก็ชน

เกิดอะไรขึ้น แม้ว่าผมควรจะทำการชนบนเส้น 20 หลาในมุมมองของระยะทาง ผมทำการชนที่เส้น 40 หลาซึ่งหมายความว่าพวกเขาได้เพิ่มอีก 20 หลา พวกเขามีกองหลังที่ดีจริงๆ ชื่อ Dan Marino เล่นให้กับ Miami Dolphins ดังนั้น พวกเราจึงแพ้เกมนั้นไปจากสิ่งที่เกิดขึ้น เขาต้องการไปประมาณ 40 หลา 20 หลาทำแต้ม และพวกเขาก็ลงเอยด้วยการทำแต้มทัชดาว์นได้

ต่อจากนั้น ผมไปอยู่ขอบสนาม เพื่อนร่วมทีมแสดงความยินดีกับการชนของผม เพราะการชนนั้น ทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถวิ่งกลับไปสุดสนามได้ มีคนอื่นพูดกับผมว่า " Eric ทำได้ดีมาก สุดยอด" สิ่งที่เกิดขึ้นคือ แม้ว่าจะเป็นวันจันทร์ พวกเราได้ดูการถ่ายทอดสด เมื่อเราดูทีมของเราทั้งหมดนั่งรวมอยู่ด้วยกัน และพวกเราสามารถวิเคราะห์และประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมและให้ข้อเสนอแนะ เกิดอะไรขึ้นเมื่อเราเดินเข้ามา มันถ่ายทอดเห็นบนหน้าจอหมายเลขที่ 18 ซึ่งเป็นผม แทนที่จะเป็นการแยกเวดจ์วิ่งไปรอบๆ เวดจ์ จากผลของการวิ่งอ้อม เวดจ์ทำให้เราเสียการครองสนาม และแพ้เกมไป ผลที่ตามมาคือบางคนต้องตกงานไปในปีนั้น เราไม่ได้เข้าสู่เพลย์ออฟในปีนั้น ไม่มีใครถูกตำหนิ แต่คนภายนอก เป็นหมายเลข 18 มือใหม่ที่เล่นผิดพลาดไป ในที่ประชุมโค้ชมองผมแล้วพูดว่า "18 ถ้าผมจะตัดคุณทิ้งได้ ถ้าผมจะไล่คุณออกได้ ผมจะทำเพราะความกลัวของคุณ ทำให้พวกเราต้องจ่ายราคาแพง เพราะคุณวิ่งอ้อมเวดจ์โดยไม่ยอมชนผ่าน นี่เป็นผลที่พวกเราต้องเผชิญ ไม่มีใครจะตำหนิคุณ แต่ทุกคนในห้องนี้รู้ว่าเป็นเพราะคุณทำให้เราแพ้" คำตอบของผมคือ" ผมเป็นคนรับ ผมไม่ควรจะชนใครแต่แรก ผมไม่มีหน้าที่ต้องไปชนใคร ผมมีหน้าที่รับบอล" หลังจากที่เขาเสียสติไปเขาก็มองมาที่ผมและพูดว่า "คุณไม่เข้าใจ คุณเป็นนักฟุตบอล คุณเป็น New York Jet คุณไม่ใช่เป็นแค่เพียงผู้รับเท่านั้น"

ผู้นำทำในสิ่งที่ต้องทำ ผู้นำไม่ได้ทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการทำ เขากล่าว "คุณไม่เข้าใจ ความกลัวคือการเห็นแก่ตัว ความกลัวทำให้คุณถูกกลืนไปในสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อคุณ ดังนั้น Eric คุณเลือกที่จะเห็นแก่ตัว และทำให้ทีมเสียหาย" และเขาก็จบลงที่คำพูดตรงนี้ที่ผมอยากจะฝากไว้ให้พวกคุณ เขากล่าวว่า "คุณทำสิ่งหนึ่งก็คือสิ่งที่คุณทำทุกสิ่ง" และผมก็ก้าวถอยหลังไปและมองข้ามไปหลายๆ ปี และก็พบว่า ผมวิ่งอ้อมเวดจ์ไปอีกหลายครั้ง หลายครั้งที่ผมเดินลงห้องโถงไป ผมและผมควรจะวิ่งผ่าเวดจ์ และคุยกับลูกสาวที่ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ แต่กลับเดินไปตรงๆ อีกหลายๆ ครั้งในการบริหารจัดการผลงานผู้นำ ผมควรจะทำการพูดคุยกันอย่างจริงจังกับสมาชิกในทีมเกี่ยวกับผลงาน แต่แทนที่จะมีการพูดคุยกัน ผมเดินหน้า คาดหวัง ใช้กลยุทธ์ ที่เรียกว่าความหวัง หวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นด้วยตัวของมันเอง

ผมไม่สามารถบอกคุณได้ว่าผมเคยวิ่งไปอ้อมเวดจ์กี่ครั้ง แทนที่จะพูดคุยกับภรรยาของผม ผมหลีกเลี่ยงไม่ทำ สิ่งที่ผมจะบอกคุณตอนนี้คือ เวดจ์อาจจะมาในใจคุณ คุณกำลังวิ่งอ้อมเวดจ์ อะไรหรือ คุณต้องวิ่งผ่าอะไร อะไรที่เพิ่งแวบเข้ามาในใจ อย่าให้มันหนีหลุดออกจากหัวของคุณ

นี่คือสิ่งที่ผมจะมอบให้คุณ วิ่งผ่าเวดจ์ ร่นเวลาลง วิ่งอ้อมเวดจ์ ทำให้คุณเสียเวลา คุณไม่สามารถเอามันคืนมาได้อีก ความสำเร็จ บ่อยครั้งทีเดียว สามารถวัดได้ด้วยจำนวนการพูดคุยแบบสบาย ๆ ที่ไม่คุณชอบ เป็นที่ชัดเจนว่าคุณมีศักยภาพของความยิ่งใหญ่ แต่ความยิ่งใหญ่เป็นผลจากการทำสิ่งที่ยาก ไม่ใช่สิ่งที่สมควร ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณต้องทำการพูดคุยอะไรบ้าง คุณต้องทำการขออะไร ความกลัวที่ทำให้คุณต้องสูญเสียอะไร

มีคนถามผมว่า " Eric คุณหลีกเลี่ยงความกลัวอย่างไร" ตามไม่ถูก ต้องถามว่าคุณวิ่งผ่าความกลัวอย่างไรต่างหาก เหมือนที่ปรึกษาของผมเคนบอกผมว่า "Eric ลองคิดดู ความกลัวเป็นประตูที่คุณเดินผ่าน ไม่ใช่บ้านที่คุณอาศัยอยู่" มันเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และนี่คือสิ่งที่ผมอยากจะท้าทายคุณวันนี้ ความยิ่งใหญ่รอพวกคุณอยู่ คุณมีทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการเพื่อได้ดีที่สุด สิ่งที่ผมเพิ่งได้มอบให้คุณเป็นเพียงเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณสามารถทำงานได้ดีที่สุดต่อไป

Eric Boles, เป็นประธานของ The Game Changers, Inc. จากการรวบรวมเอาการฝึกสอน การให้คำปรึกษา และการฝึกอบรมช่วยคนสติล่มสลายเข้าด้วยกัน เขาได้นำมาสอนให้คนบรรลุเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว และทำงานให้อยู่ในกรอบของวัตถุประสงค์และค่านิยม ซึ่งเห็นผลการจัดองค์กรที่มีพลังมากตามมาจริงๆ Boles เป็นนักวิทยากรที่ได้รับความนิยมสูง ได้สอนข้อมูลเชิงลึกที่สร้างแรงบันดาลใจและทำการท้าทายกับผู้บริหารนับพันๆ คนในแต่ละปี เขามีความเชี่ยวชาญในเรื่องการเป็นผู้นำ การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม พลวัตของทีม และการทำงานให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด และได้แบ่งปันให้กับลูกค้าเช่น Hasbro, Kraft Foods, New York Life, National Association of Realtors และ Swiss Re ก่อนที่จะมาทำการสอนเรื่องการทำงานที่จะได้ประสิทธิภาพสูงสุด Boles ได้เรียนรู้หลักการต่างๆ เกี่ยวกับพลวัตของทีม และการเป็นผู้นำจากประสบการณ์ของเขาในการเล่นฟุตบอลลีกแห่งชาติ

 

{{GetTotalComments()}} Comments

Please Login or Become A Member to add comments