Select Language

Check Application Status
en

Resource Zone

ตอบสนองความเครียดอย่างดี

Kelly McGonigal

Rate 1 Rate 2 Rate 3 Rate 4 Rate 5 0 Ratings Choose a rating
Please Login or Become A Member for additional features

Note: Any content shared is only viewable to MDRT members.

นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพและความสุข McGoingal ได้อภิปรายว่า ผลกระทบจากความเครียดจะส่งผลอย่างไรกับตัวท่านนั้นขึ้นอยู่กับว่าท่านรู้เท่าทันมันอย่างไร เธอกล่าวว่า การปรับเปลี่ยนความคิดของท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้จะสามารถเปลี่ยนปฏิกิริยาทางร่างกายของท่านได้ ดังนั้นแทนที่จะช่วยขจัดความเครียด McGoingal ต้องการที่จะช่วยทำให้ท่านดีขึ้นด้วยการสร้างความเข้าใจว่า ความท้าทายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราให้ความใส่ใจนั้นย่อมมีส่วนในการนำพาไปสู่ชีวิตที่มีความหมาย หัวข้อดังกล่าวนี้ได้รับการนำเสนอที่การประชุมประจำปี 2017

ฉันมีคำสารภาพ และคำสารภาพของฉันคือ: ฉันเป็นนักจิตวิทยาด้านสุขภาพ ภารกิจของฉันในชีวิตคือการช่วยให้ผู้คนมีความสุขและมีสุขภาพที่ดี แต่ฉันกลัวว่าสิ่งที่ฉันได้ใช้เวลาหลายปีสอนไปนั้นอาจให้โทษมากกว่าคุณ และมันมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเครียด

เป็นเวลาหลายปีที่ฉันบอกกับผู้คนว่า ความเครียดทำให้คุณไม่สบาย เพิ่มความเสี่ยงของคุณจากโรคทุกชนิด ตั้งแต่ไข้หวัดไปถึงโรคหัวใจ ฉันอธิบายว่าความเครียดเป็นศัตรูต่อสุขภาพ แต่ฉันเปลี่ยนความคิดของฉันเกี่ยวกับความเครียดและวันนี้ฉันต้องการเปลี่ยนความคิดของคุณด้วย

ให้ฉันเริ่มต้นด้วยการศึกษาที่ทำให้ฉันเปลี่ยนความคิดใหม่หมดในเรื่องความเครียด การศึกษาครั้งนี้ติดตามผู้สูงอายุ 30,000 คนในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาแปดปี พวกเขาถามคนเหล่านั้นว่า ความเครียดมีส่วนมากแค่ไหนในชีวิตของพวกเขา พวกเขายังถามว่า เชื่อหรือไม่ว่าความเครียดเป็นอันตรายต่อสุขภาพของพวกเขา และพวกเขาใช้ข้อมูลรัฐตรวจดูว่าในแปดปีนั้นมีใครตายไปบ้าง ข่าวร้ายก่อน ถ้าเครียดมาก จะนำไปสู่ความเสี่ยงในการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 43 เปอร์เซ็นต์

แต่มีสิ่งหนึ่งนั่นเป็นความจริงเฉพาะคนที่เชื่อว่าความเครียดเป็นสิ่งไม่ดีต่อสุขภาพของพวกเขา ผู้คนที่มีรายงานว่ามีความเครียดมาก แต่ไม่เห็นว่าความเครียดของพวกเขาเป็นอันตรายอะไร ไม่มีความเสี่ยงว่าจะตายง่าย ในความเป็นจริง พวกเขามีความเสี่ยงของการเสียชีวิตต่ำที่สุดในการศึกษา แม้จะเปรียบเทียบกับคนที่มีความเครียดไม่มากนัก

นักวิจัยคาดว่าในช่วงแปดปีที่พวกเขาทำการติดตามศึกษาผู้คน มีคนอเมริกัน182,000 คนเสียชีวิตก่อนวัย ไม่ใช่เพราะความเครียดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นเพราะพวกเขาเชื่อว่าความเครียดได้ทำให้พวกเขาป่วย หรือมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 20,000 รายต่อปี

หากนั่นเป็นที่ถูกต้อง ก็จะทำให้ความเครียดที่เชื่อว่าเป็นสิ่งไม่ดีต่อคุณเพราะเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับที่ 15 ในประเทศสหรัฐอเมริกา ฆ่าผู้คนมากกว่าโรคมะเร็งผิวหนัง เอชไอวี/เอดส์ และการฆาตกรรม ไม่ถูกต้อง ดังนั้น คุณจึงเห็นได้ว่าทำไมการศึกษาครั้งนี้จึงทำให้ฉันต้องคิดใหม่หมดกับสิ่งที่ฉันได้สอนมาตลอดว่า ความเครียดเป็นสิ่งไม่ดีต่อสุขภาพของคุณ

การศึกษาครั้งนี้ทำให้ฉันเกิดความสงสัยว่า ความเครียดเป็นศัตรูที่แท้จริงหรือไม่ และการเปลี่ยนความคิดของคุณเกี่ยวกับความเครียดสามารถทำให้สุขภาพดีขึ้นไหม ฉันใช้เวลาหกปีที่ผ่านมาทำการศึกษาวรรณกรรมทางวิทยาศาสตร์เพื่อที่จะหาคำตอบและปรากฎว่า “ได้” ความคิดที่คุณมีต่อความเครียดมีความสำคัญ เมื่อคุณเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับความเครียดของคุณ มันจะเปลี่ยนผลกระทบของความเครียดที่มีต่อร่างกายของคุณ นักวิทยาศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า “ผลกระทบกรอบความคิดในสภาวะความเครียด” (stress mindset effect)

ที่นี่คุณได้เห็นสองวิธีที่แตกต่างกันในการคิดเกี่ยวกับความเครียด [ภาพ] ซึ่งอธิบายถึงวิธีการคิดเกี่ยวกับความเครียดได้ดีที่สุด คุณเชื่อหรือไม่ว่าควรหลีกเลี่ยงความเครียดและผลกระทบจะเป็นอันตรายเสมอ หรือคุณยอมรับความเครียดและเชื่อว่าจะสามารถช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้

การศึกษาได้พบว่า คนที่เชื่อว่าความเครียดเป็นอันตรายและควรหลีกเลี่ยงมีแนวโน้มที่จะประสบกับผลลัพธ์เชิงลบที่เชื่อมโยงกับความเครียด เช่น อาการปวดหลัง ปวดศีรษะ หดหู่ เหนื่อยหน่าย และแม้แต่การหย่าร้าง ในทางตรงกันข้ามคนที่มีทัศนคติเชิงบวกต่อความเครียด จะมีสุขภาพดี มีความสุขมากขึ้น มีประสิทธิผลการทำงานมากขึ้น และมีความพึงพอใจในการทำงาน พวกเขามีโอกาสที่จะเจ็บป่วยน้อยกว่าหรือทรุดโทรมช้ากว่า และมีแนวโน้มที่จะเกิดความกระชุ่มกระชวย แม้จะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่เครียดมาก

ที่สำคัญกว่านั้น นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า เมื่อผู้คนได้เรียนรู้เกี่ยวกับความเครียด และเลือกที่จะมีมุมมองเชิงบวกต่อความเครียดมากขึ้น พวกเขาก็มีความสุขมากขึ้น สุขภาพดีขึ้น และประสบความสำเร็จมากขึ้น

ดังนั้น เป้าหมายของฉันในฐานะนักจิตวิทยาด้านสุขภาพจึงเปลี่ยนไป ฉันไม่ต้องการที่จะกำจัดความเครียดของคุณทิ้งไป ฉันต้องการทำให้คุณมีความเครียดที่ดีขึ้น และจะทำเช่นนั้นได้ ฉันจะแบ่งปันความเข้าใจบางอย่างจากศาสตร์ความเครียดใหม่ๆ ที่จะบอกให้รู้ว่า คุณจะสามารถใช้ผลกระทบจากความเครียดอย่างไรเพื่อประโยชน์ของคุณ

ให้เราเริ่มต้นด้วยการทำการทดสอบความคิด ฉันต้องการให้คุณจินตนาการว่า คุณเป็นผู้มีส่วนร่วมในการออกแบบการศึกษาความเครียด โดยจะทำให้คุณเกิดความเครียดสุดๆ ที่เรียกว่า การทำทดสอบความเครียดทางสังคม คุณเข้ามาในห้องแล็บแล้วมีคนบอกคุณว่า จะต้องพูดอย่างกะทันหันห้านาทีเกี่ยวกับจุดอ่อนในตัวของคุณ ซึ่งจะได้รับการประเมินโดยคณะผู้เชี่ยวชาญที่นั่งอยู่ตรงหน้าคุณ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณรู้สึกกดดัน จะมีกล้องวิดีโอและแสงสว่าง เมื่อคุณพูด ผู้ประเมินที่ได้รับการฝึกอบรมมาจะพูดจา แสดงกิริยาให้คุณเกิดความท้อแท้ เช่น ขมวดคิ้ว รั้งแขน หน้ามุ่ย ถอนหายใจ ไม่ว่าคุณจะทำดีแค่ไหน ผู้ประเมินเหล่านี้จะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณเป็นคนแย่มาก

เอาล่ะ ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับคุณจริงๆ หัวใจของคุณอาจจะเต้นแรง คุณอาจหายใจเร็วขึ้น หรือเหงื่อแตก โดยปกติเราตีความหมายปฏิกิริยาทางกายภาพเหล่านี้ว่าเป็นสัญญาณที่เราตอบสนองต่อแรงกดดันไม่ดีมากนัก แต่ถ้าคุณมองเป็นว่ามันเป็นสัญญาณของการออกกำลังกาย แล้วถ้าคุณเชื่อว่า การตอบสนองต่อความเครียดของคุณจะช่วยให้คุณทำงานได้ดีขึ้นภายใต้ความกดดันล่ะ นั่นคือสิ่งที่ผู้เข้าร่วมการศึกษาที่จัดทำขึ้นที่มหาวิทยาลัย Harvard ได้ทำกันจริงๆ

ก่อนที่พวกเขาจะพูด ได้ถูกอบรมให้คิดใหม่ว่า การตอบสนองความเครียดของพวกเขาเป็นประโยชน์ การที่หัวใจเต้นแรง เป็นการเตรียมตัวคุณให้พร้อมต่อสถานการณ์เลวร้าย หายใจเร็วขึ้นหรือ เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้สมองและคิดได้ดีขึ้น ผู้เข้าร่วมการศึกษาที่ได้เรียนรู้ว่าการตอบสนองความเครียดว่าเป็นสิ่งดีจะรู้สึกมั่นใจมากขึ้น และพูดได้ดีกว่า แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดที่ค้นพบคือ การตอบสนองต่อความเครียดทางกายภาพของพวกเขาได้เปลี่ยนไป

การตอบสนองความเครียดโดยทั่วไปจะเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตของคุณ หลอดเลือดของคุณจะหดตัว นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ความเครียดเรื้อรังมีความเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ มันไม่ดีต่อสุขภาพของคุณที่หลอดเลือดหดตัวตลอดเวลา แต่เมื่อผู้เข้าร่วมในการศึกษานี้เห็นว่าการตอบสนองต่อความเครียดของพวกเขาเป็นประโยชน์ หลอดเลือดของพวกเขาผ่อนคลายภายใต้ความเครียด หัวใจยังคงเต้นแรงอยู่ แต่ความดันโลหิตของพวกเขาไม่ได้เพิ่มขึ้นด้วย นี่เป็นการตอบสนองที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ ที่นักวิทยาศาสตร์ความเครียดให้ชื่อว่า "การตอบสนองต่อความท้าทาย"—ร่างกายและสมองของคุณเพิ่มพลังเพื่อรับกับความท้าทาย มีลักษณะคล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายของคุณในช่วงเวลาแห่งความสุขมากกว่า และความกล้าหาญด้วย

ตลอดช่วงชีวิตของความเครียด การเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาครั้งนี้อาจเป็นความแตกต่างระหว่างอาการหัวใจวายที่เกิดจากความเครียดที่อายุ 50 และการมีชีวิตที่ดีไปจนถึงอายุ 90

ดังนั้นเราจึงได้ทำการแทรกแซงความเครียด หากคุณเคยประสบกับความเครียดมากในปีที่ผ่านมา เราอาจจะเพิ่งได้ช่วยชีวิตคุณ เพราะในครั้งต่อไปที่หัวใจคุณเต้นแรงจากความเครียด คุณจะคิดว่า ร่างกายของฉันกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อรับกับความท้าทายที่เข้ามา ความเครียดที่เกิดนั้นฉันควบคุมมันได้ เมื่อคุณมองดูความเครียดแบบนี้ ร่างกายของคุณจะเชื่อคุณ และการตอบสนองความเครียดของคุณจะมีสุขภาพดีขึ้น

แต่ทำไมจะหยุดอยู่เพียงแค่นี้ ให้ฉันได้แบ่งปันอีกเรื่องหนึ่งของการตอบสนองต่อความเครียดของคุณจะเป็นประโยชน์ต่อคุณอย่างไร และการเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับความเครียดจะช่วยชีวิตคุณได้อย่างไร ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของความเครียดที่ไม่ได้รับการยอมรับ ความเครียดทำให้คุณเข้าสังคมได้ดี

เพื่อทำความเข้าใจในด้านนี้ของความเครียด เราต้องพูดถึงฮอร์โมนที่เรียกว่าอ๊อกซิโตซิน (oxytocin) ซึ่งบางครั้งเรียกว่า “ฮอร์โมนแห่งความผูกพัน” เพราะมันถูกปล่อยออกมาเมื่อคุณกอดคนอื่น แต่นั่นเป็นส่วนเล็กๆ ที่ฮอร์โมนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

อ๊อกซิโตซิน (oxytocin) เป็นนิวโรฮอร์โมน (neurohormone) ที่ปรับแต่งสัญชาตญาณทางสังคมของสมองคุณ ช่วยให้คุณทำสิ่งต่างๆ ที่จะทำให้ความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากขึ้น ตัวอย่างเช่น อ๊อกซิโตซินทำให้คุณหิวกับการติดต่อกับเพื่อนมนุษย์ ซึ่งจะเพิ่มความต้องการของคุณในการมีเพื่อนหรืออยากจะอยู่กับครอบครัว นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความเอาใจใส่ของคุณต่อสิ่งที่คนอื่นคิดและรู้สึก ทำให้คุณมีแนวโน้มที่จะช่วยและให้ความสนใจคนอื่น

บางคนแนะนำว่าเราควรจะยับยั้งฮอร์โมนนี้เพื่อให้เรามีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น แต่นี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบเกี่ยวกับอ๊อกซิโตซิน: เป็นฮอร์โมนความเครียด ต่อมใต้สมองของคุณปั๊มสิ่งนี้ออกเมื่อคุณเครียด อ๊อกซิโตซินเป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองความเครียดของคุณ เฉกเช่น อะดรีนาลีนที่ทำให้หัวใจคุณเต้นแรง

เมื่อเราหลั่งอ๊อกซิโตซินออกมายามเกิดความเครียด มันจะหนุนให้คุณเกิดความอยากติดต่อกับคนอื่นๆ เมื่อชีวิตเกิดความทุกข์ยาก ความเครียดต้องการให้คุณได้รับการรายล้อมไปด้วยคนที่คุณห่วงใยและสนใจคุณ ดังนั้นการตอบสนองต่อความเครียดของคุณจะทำให้คุณอยากจะบอกใครบางคนถึงความรู้สึกของคุณ มันจะหนุนให้คุณออกหาคนที่จะมาแบ่งปันสิ่งที่คุณเผชิญ เพื่อคุณจะได้มีพวกพ้อง และทำให้คุณมีความกล้าหาญมากขึ้นในการที่จะขอการช่วยเหลือและกล้าที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ความจริงผลกระทบที่มีประสิทธิภาพที่สุดของอ๊อกซิโตซินในสมองคือการลดความกลัวและเพิ่มความหวัง

แล้วการที่รู้เรื่องความเครียดด้านนี้จะทำให้คุณมีสุขภาพดีอย่างไรหรือ อ๊อกซิโตซินไม่เพียงทำงานในสมองของคุณ แต่ยังมีผลต่อร่างกายของคุณด้วย หนึ่งในบทบาทหลักที่ทำต่อร่างกายของคุณคือการปกป้องคุณจากผลร้ายใดๆ ที่เกิดจากความเครียด อ๊อกซิโตซินเป็นสารต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ แต่ผลทางกายภาพที่ฉันชอบมันมากที่สุดคือการปกป้องหัวใจของคุณ หัวใจของคุณมีตัวรับฮอร์โมนตัวนี้ อ๊อกซิโตซินช่วยให้เซลล์หัวใจของคุณสร้างเซลล์ใหม่และรักษาอาการบาดเจ็บที่เกิดจากความเครียด ฮอร์โมนความเครียดนี้สามารถทำให้หัวใจของคุณแข็งแรงขึ้น

สิ่งที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ก็คือเมื่อคุณติดต่อกับคนอื่นๆ ที่คุณห่วงใย ผลกระทบทางสรีรวิทยาของอ๊อกซิโตซินจะทวีเพิ่มมากขึ้น ยิ่งคุณทำการรับหรือให้การสนับสนุนต่อผู้คนยิ่งมากเท่าไหร่ คุณจะหลั่งอ๊อกซิโตซิ ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น การตอบสนองความเครียดของคุณจะดีขึ้นและการฟื้นตัวจากความเครียดก็เร็วยิ่งขึ้น

ฉันรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์มาก ระบบการตอบสนองต่อความเครียดมีกลไกการปรับตัวที่มีความความยืดหยุ่นและกลไกนี้ก็คือการเชื่อมต่อกันของมนุษย์

ถ้าคุณจำสิ่งนี้ได้ เมื่อคุณรู้สึกเครียด คุณสามารถเรียกใช้ศักยภาพทางธรรมชาติที่คุณมีออกมาทำการปรับแต่งช่วยคุณ คุณสามารถใช้ความเครียดเป็นตัวเตือนให้ออกไปติดต่อกับคนอื่นๆ และเชื่อมั่นว่าร่างกายและสมองของคุณจะถูกกระตุ้นจากความเครียดเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์เหล่านี้ และนี่ก็สามารถช่วยชีวิตคุณได้ด้วย เพราะการวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า การเชื่อมต่อทางสังคมเป็นปัจจัยปกป้องและรักษาที่ดีที่สุดที่นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาค้นคว้ามาแล้ว คนที่ช่วยคนอื่นเป็นประจำ และเปิดรับการช่วยเหลือจากผู้อื่น มีชีวิตอยู่นานขึ้นและมีสุขภาพที่ดีขึ้น และพวกเขาได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่จากผลร้ายของความเครียด

ส่วนสุดท้ายของความเครียดที่ฉันอยากจะแบ่งปันด้วยก็คือ ลองพิจารณาคำพูดนี้ดู "ฉันคิดว่าชีวิตฉันมีความหมาย" คุณเห็นด้วยมากน้อยแค่ไหน ในปี พ.ศ. 2013 นักวิจัยได้ถามกลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ เพื่อประเมินว่าพวกเขาเห็นด้วยกับคำพูดนี้มากน้อยแค่ไหน จากนั้นนักวิจัยก็ศึกษาดูกลุ่มที่เห็นด้วยกับพวกที่ไม่เห็นด้วยอย่างมาก อะไรเป็นเป็นตัวชี้วัดที่ดีที่สุดว่าชีวิตมีความหมาย ศาสนาหรืออายุ หรืออาชีพการงาน หรืองานอดิเรก หรือบุคลิกภาพ

สิ่งหนึ่งที่บ่งชี้ให้เห็นตลอด ไม่ว่าจะใช้อะไรมาวัดก็ตาม คือ: ความเครียด คนที่เคยผ่านความเครียดมามากที่สุดในอดีต มักคิดว่าชีวิตของพวกเขามีความหมาย คนที่บอกว่าพวกเขากำลังเครียดมากในเวลานี้ ก็ถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่มที่คิดว่า ชีวิตของพวกเขามีความหมายมาก ทุกนาทีต่อวันที่ใช้กังวลเกี่ยวกับอนาคตมีความเกี่ยวข้องกับความหมายนี้

หนึ่งในข้อสรุปหลักของนักวิจัยจากการศึกษาครั้งนี้คือ "คนที่มีชีวิตที่มีความหมายมีความเครียดมากกว่าคนที่มีชีวิตที่มีความหมายน้อยกว่า"

แต่ว่าความเครียดไม่ได้มีความหมายในตัวของมันเอง เพราะความเครียดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราให้ความสนใจกับผู้อื่น เมื่อคุณมีส่วนร่วมในบทบาท ความสัมพันธ์ และเป้าหมายที่สำคัญ ชีวิตก็จะเครียด แม้ว่าเราจะไม่สนุกกับความเครียด แต่ความท้าทายในชีวิตของเรานั้นจะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเรา ช่วยเติมเต็มเป้าหมายของเรา และช่วยให้ชีวิตเรามีความหมาย ชีวิตที่สมบูรณ์แบบไม่ใช่ชีวิตที่ไม่มีความเครียด

แต่ข่าวดีจริงๆ คือ: วิทยาศาสตร์ความเครียดใหม่บอกเราว่าผลกระทบที่เป็นอันตรายจากความเครียดเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ว่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่คุณคิดและสิ่งที่คุณทำจะเปลี่ยนประสบการณ์ความเครียดคุณได้ เมื่อคุณมองว่าความเครียดเป็นประโยชน์ คุณจะสร้างชีววิทยาแห่งความกล้าหาญ เมื่อคุณเชื่อมต่อกับบุคคลอื่น คุณจะเกิดความยืดหยุ่น เมื่อคุณยอมรับความเครียด คุณจะปลดปล่อยความสามารถในการอยู่รอดและดำเนินชีวิตที่มีความหมายต่อไป

ดังนั้น ครั้งต่อไปเมื่อคุณเกิดความเครียด ฉันต้องการให้คุณจำสิ่งนี้ไว้: ความเครียดเป็นสัญญาณที่ทำให้คุณเกิดความสนใจต่อสิ่งที่สำคัญ กระตุ้นให้เกิดการกระทำ เป็นเรื่องของสมองคุณและร่างกายคุณจะเตือนคุณให้สนใจกับสิ่งที่ต้องให้ความสนใจ สร้างพลังงานและช่วยคุณเข้าถึงหัวใจของคุณ หัวใจที่เมตตาของคุณ ส่วนหนึ่งของคุณที่พบกับความสบายใจและความสุขใจในการติดต่อกับคนอื่นๆ และใช่ ร่างกายและหัวใจที่เต้นเร็วขึ้น กำลังทำงานหนักเพื่อสนับสนุนคุณ

เมื่อคุณเข้าใจความเครียดอย่างถูกต้องแล้ว คุณจะไม่เพียงมีความเครียดที่ดีเท่านั้น แต่คุณก็กำลังพูดคำพูดที่กินใจ คุณกำลังบอกว่า คุณสามารถไว้วางใจตัวเองในการจัดการกับความท้าทายในชีวิต และคุณจำได้ว่าคุณไม่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเองคนเดียว

Kelly McGonigal, เป็นนักจิตวิทยาที่ทำงาน ณ จุดตัดของระบบประสาทและความรู้ล่าสุด เพื่อที่จะเข้าใจการเชื่อมต่อระหว่างร่างกาย-จิตใจ ความสามารถพิเศษของเธอคือการค้นพบวิธีการประยุกต์ใช้ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ เพื่อสุขภาพและความสุขส่วนบุคคล ความรู้ความเข้าใจและหนังสือ "The Willpower Instinct" ของ McGonigal ได้เปลี่ยนชีวิตนักศึกษาหลายร้อยคนในหลักสูตร "The Science of Willpower" ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด McGonigal เป็นอดีตบรรณาธิการวารสาร International Journal of Yoga Therapy การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของเธอถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร International Journal of Psychiatry in Medicine และ Monitor on Psychology ในปี 2010 Forbes ได้ให้เธอเป็นหนึ่งใน 20 ผู้หญิงที่สร้างแรงบันดาลใจได้มากที่สุดบน Twitter ของเธอ

 

{{GetTotalComments()}} Comments

Please Login or Become A Member to add comments