Select Language

Check Application Status
en

Resource Zone

ส่งมอบความสุข

Jenn Lim

Rate 1 Rate 2 Rate 3 Rate 4 Rate 5 0 Ratings Choose a rating
Please Login or Become A Member for additional features

Note: Any content shared is only viewable to MDRT members.

ท่านรู้วิธีที่จะมีความสุขอย่างยั่งยืนหรือไม่ Jenn Lim CEO และผู้บริหารความสุขระดับสูงแห่ง Chief Happiness อธิบายให้ฟังว่า การมุ่งเน้นเรื่องความสุขจะเป็นกุญแจสำคัญที่สร้างความรุ่งเรืองให้สถานที่ทำงานและให้ชีวิตส่วนตัวของท่านได้อย่างไร ขั้นตอนในการบรรลุความสำเร็จนี้รวมถึงการเป็นเจ้าของความสุข การกำหนดกรอบทัศนพิสัยของท่านเกี่ยวกับความก้าวหน้าขึ้นใหม่ ตลอดจนการเพิ่มคอนเน็กชั่นและค้นหาความหมายของมัน หัวข้อดังกล่าวนี้ได้รับการนำเสนอที่การประชุมประจำปี 2017

จริงๆ แล้วฉันมาจากย่านริมอ่าว (Bay Area) ฉันจะขอทำสำรวจความคิดเห็นเร็วๆ ก่อน คุณรู้สึกไหมว่าตัวเองรู้ว่าจะรักษาความสุขชีวิตไห้ยั่งยืนได้อย่างไร ตั้งแต่หนังสือฉันออก ตอนนี้ฉันจึงเดินทางไปทั่วโลกเพื่อพูดถึงเรื่องการส่งมอบความสุข และทุกครั้งที่ฉันถามคำถามนี้ ไม่ว่าฉันจะอยู่ที่ใดบนโลกใบนี้ โดยเฉลี่ยแล้วจะมี 1 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ที่ยกมือขึ้น

ฉันคิดว่านั้นก็น่าสนใจมาก เพราะที่นี่เรามีความก้าวหน้า เรามีเทคโนโลยีเหล่านี้ในมือของเรา เรามีอะไรที่เสียสละเพื่อประโยชน์ของเรามากมาย อย่างไรก็ตาม เทียบกับสังคมโลก เราก็ไม่มีความสุข ความสุขไม่ใช่สิ่งใหม่ มีมานมนานแล้ว อาริสโตเติล (Aristotle) ประมาณ ค.ศ 300 ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่าเป็นเป้าหมายของการดำรงอยู่ วัตถุประสงค์ของชีวิตเรามีการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญของเรา อย่างไรก็ตาม ในสังคมเราก็ไม่สามารถรักษาความสุขให้ยั่งยืนได้

ลองดูตัวอย่างจริงเหล่านี้บนโลก [ภาพ] เรามี Renee ที่มุมขวาบน เธอเพิ่งได้รับงบการเงินของเธอจาก Merrill Lynch และคิดว่า คุณรู้ไหม ฉันคิดว่าถ้าฉันมี 401(k) ฉันจะเป็นคนที่มีความสุข แต่เสียดายที่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เรามี John ด้านล่างซ้ายที่เพิ่งถูกไล่ออกจากงานที่เขาก็ไม่เคยชอบเลย

ฉันอยากให้คุณถามคำถามนี้: เป้าหมายชีวิตส่วนตัวของคุณคืออะไร ถ้าคุณคิดถึงมัน ไม่ว่าคุณจะถามใคร ไม่ว่าคำตอบของคุณจะเป็นอะไร: ฉันต้องการมีสุขภาพดี ฉันต้องการที่จะเลี้ยงดูครอบครัว ฉันต้องการตั้งบริษัท ไม่ว่าอะไรจะเป็นอะไร ถ้าคุณถามตัวเองว่า ทำไม มากพอ มันมักจะย้อนกลับไปในสิ่งเดียวกัน สิ่งสากลที่เราเรียกว่าความสุข น่าสนใจไหม

เมื่อฉันพูดถึงความสุข ฉันพูดถึงส่วนที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์บอกว่าเราเป็นมนุษย์ที่แสวงหาความสุข แต่เราก็แย่มากในเรื่องที่จะคิดให้มันมีความยั่งยืน เราทุกคนได้ยินเกี่ยวกับผู้ถูกลอตเตอรี่ใช่ไหม ระดับความสุขของพวกเขาควรจะพุ่งขึ้น แต่ในความเป็นจริง มันก็เหมือนเดิมหรือลดลง สิ่งที่น่าสนใจคือจักรวาลเป็นความจริง คนที่สูญเสียสายตาหรือแขนขาไประดับความสุขของพวกเขาบางครั้งกลับสูงขึ้นจริง ทั้งหมดนี้สรุปไดว่า มนุษย์ไม่เก่งในการคาดเดาว่า อะไรที่สร้างความสุขให้ได้ในระยะยาว

ดังนั้นฉันจึงถามชีวิตของตัวเองเพราะฉันคิดว่ามันน่าขัน ที่นี่ฉันกำลังพูดคุยกับพวกคุณ พูดคุยกับคนทั่วโลกในเรื่องของความสุข เพราะฉันไม่ใช่คนประเภทฟ้าหล่นลงมาทับหัวก็ไม่ไปสนใจมัน ฉันเป็นคนที่ใช้ Walkman ฟังเรื่องการรักษาขณะอยู่ที่มัธยม อ่านหนังสือภาษาฝรั่งเศสประเภท The Stranger by Albert Camus ไม่มีอะไรเศร้าใจไปมากกว่านี้ และเมื่อคิดถึงคำถามของชีวิตพวกนี้ ทำไมเราจึงอยู่ที่นี่ ทำไปทำไม

ดังนั้น ฉันจึงเริ่มคิดถึงประวัติของตัวเองและพบตัวเองอยู่ที่ Cal ฉันเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย และโตขึ้นในครอบครัวแบบนั้นแหละ มีแก่นสารสามสิ่งที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ สิ่งแรกคือการเป็นหมอหรือทนาย สองคือการเข้าโรงเรียนที่ดี และสามคือการเรียนรู้เครื่องดนตรีหลายๆ ชิ้น ดังนั้น สำหรับตัวฉัน ฉันคิดว่าฉันประสบความสำเร็จ อย่างน้อยในสายตาของพ่อแม่ ฉันเข้า Cal-Berkeley เรียนเตรียมแพทย์และเปียโนอยู่หลายปี แต่ขณะที่เริ่มเรียนเตรียมแพทย์ ฉันเริ่มคิดว่าคงไม่เหมาะกับฉัน ฉันเริ่มส่ายและไปสะดุดเอาวิชาที่เรียกว่าเอเชียนอเมริกันศึกษา (Asian American Studies) ฉันรู้สึกชอบมากเพราะฉันไม่รู้เรื่องตัวเอง บรรพบุรุษ และฉันเป็นใคร ดังนั้น ฉันจึงตัดสินใจเลือกเรียน ฉันยกหูบอกคุณพ่อคุณแม่ คุณอาจคาดการณ์ฉากต่อไปได้

พวกเขาสติแตกหมด ถามว่า "จริงหรือ เราทำงานก็เพื่อลูกและพี่ชายเธอ เราเสียสละสิ่งเหล่านี้เพื่อให้โอกาสที่พวกเราไม่มี ปู่ของปู่ของปู่ของปู่ลูกนั่งเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเพื่อลูกจะได้เรียนหนังสือ" ดิฉันเป็นเหมือน คนใบ้ไป ท่านทั้งสองช่างเก่งมากจริงๆนการทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองผิด แต่ฉันยืนหยัด ลงเรียนและเรียนจนจบ และฉันจำได้แม่นยำถึงสิ่งที่พวกท่านพูดคุยกันในเรื่องที่ฉันหางานทำไม่ได้ ถึงเวลาที่ฉันเองต้องสติแตก

ฉันเริ่มโทรเข้าหาบริษัทที่เคยได้ยินชื่อและโชคดีจริงๆ ที่เป็นช่วงเวลาเริ่มต้นของอินเตอร์เน็ตและฉันก็ได้งานที่ปรึกษาอินเทอร์เน็ตที่ KPMG แค่ช่วงข้ามคืน คุณคงรู้เรื่องของดอทคอมแห่งแรกนี้ มันช่างน่ามหัศจรรย์มาก เงิน ตำแหน่งและสถานะเริ่มวิ่งเข้ามาในวันรุ่งขึ้น คุณก็รู้ตอนจบของเรื่องนี้ด้วย ดอทคอมธุรกิจล้มละลายและฉันก็ถูกปลดออก และในทันใดนั้น เงิน ตำแหน่งและสถานะก็หายไปหมด และฉันก็รู้สึกเหมือนผู้แพ้ในที่สุด ไม่เพียงเพราะฉันตกงาน แต่เนื่องจากสิ่งต่างๆ ที่ฉันคิดว่ามีคุณค่า เงิน ชื่อ และ สถานะ มันไม่ความหมายอะไรเลย

สิ่งที่ฉันตระหนักในตอนนั้นก็คือฉันพยายามหลีกเลี่ยงคำถามที่ฉันควรจะถามตัวเองตลอดชีวิต ซึ่งก็คือ ฉันจะต้องทำอย่างไรเพื่อจะไม่ต้องกลัวกับความล้มเหลว ฉันจึงตัดสินใจที่จะทำบางสิ่งบางอย่าง โดยไปปีนยอดเขาคิลิมันจาโร (Kilimanjaro) เพราะฉันรู้ว่าฉันไม่ต้องการกลับไปยังโลกที่ฉันมา แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าฉันต้องการไปที่ไหนกันแน่

และนั่นคือเมื่อ Tony และฉัน (Tony เป็น CEO ของ Zappos.com) ปีนขึ้นยอดเขาคิลิมันจาโร ฉันเพิ่งตกงาน เขาเพิ่งจะขายบริษัทแรก LinkExchange ของเขาให้กับ Microsoft ประมาณ 250 ล้านดอลลาร์ ดังนั้นคุณจึงสามารถจินตนาการถึงการปีนขึ้นบนภูเขาของเราในช่วงอายุยี่สิบกว่า และก็ชัดเจนว่า อยู่กันคนละปลายขั้วของทางการเงิน ซึ่งพวกเราก็ไม่ได้รู้จนเมื่อเราได้เริ่มเขียนหนังสือเล่มนี้ร่วมกัน และนั่นคือสิ่งที่เราจะทำในช่วงที่เหลือของชีวิตของเราที่การรักในเงินทองนั้นไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญอีกต่อไป

ดังนั้นเราจึงยอมจำนนหรือ มันเหมือนการเพิ่งออกมาจากโรงภาพยนตร์ นี่มันอัศจรรย์มาก โอกาสไม่มีที่สิ้นสุด ฉันจะกลับบ้านและทำอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่แล้วช่วงเวลานั้นในชีวิตก็เกิดสิ่งที่เกิดทุกคนอย่างน้อยครั้งหนึ่งถ้าไม่ใช่หลายๆ ที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป 180 พรมถูกดึงออกมาจากข้างใต้ และสำหรับฉันมันกำลังเผชิญกับความน่ากลัวที่สุด คือการจะกำลังสูญเสียคนที่ฉันไม่อาจจะขาดได้ในชีวิต และฉันได้สูญเสียพ่อของฉันที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

ดังนั้น อีกครั้งหนึ่ง การผ่านประสบการณ์นั้นทำให้ฉันต้องถามตัวเองถึงคำถามเหล่านั้น ฉันต้องทำอะไรที่เป็นแก่นสารและมีความหมายในแต่ละวัน ดังนั้นฉันจึงกลับมามองโลกนี้ว่าเป็นสนามสีเขียวอีกครั้ง ฉันเริ่มทำสิ่งที่สร้างสรรค์ การเขียน การออกแบบกราฟิก การทำภาพยนตร์ สิ่งต่างๆ ที่ฉันคิดว่ามีความหมายกับฉันและผ่านกระบวนการดังกล่าว ฉันได้ตระหนักว่าฉันกำลังสร้างคุณค่าหลักของตนเอง ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน ชื่อ หรือสถานะที่สำคัญ อะไรหรือที่ใช่ และสำหรับฉันแล้วก็คือคนที่เข้ามาในชีวิตของฉัน และนั่นจึงทำให้ฉันมุ่งมั่นที่จะตัดสินใจรอบๆ สิ่งนั้น

และในเวลาเดียวกันนั้น ก็แปลกที่ฉันได้พบกับ Zappos นั่นเป็นเวลาที่พวกเขาได้เริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ และสิ่งที่พวกเขาต้องการทำคือขายรองเท้าให้โลก แต่พวกเขาก็โตขึ้น และก็ตระหนักว่า "คุณรู้ไหมว่า เราต้องการบริการลูกค้าอย่างดีที่สุด" และพวกเขาเติบโตขึ้นอีกครั้งและพูดว่า "ที่จริงแล้ว อันดับแรกคือเราต้องการทำให้พนักงานของเรามีความสุข" และแล้วพวกเขาก็ได้รู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ พวกเขาต้องการส่งมอบความสุขให้กับโลกและพวกเขาก็พัฒนาคุณค่าของพวกเขาในรูปแบบของตัวเอง ดังนั้น มันก็แปลก มันตรงกับความคิดของฉัน และอีกไม่กี่ปีต่อมา ก็ได้เกิดการส่งมอบความสุข (Delivering Happiness) ขึ้น

ดังนั้น กลับไปที่ Zappos คำพูดนี้มาจาก Maya Angelou ที่ว่า "ผู้คนจะลืมสิ่งที่คุณพูด จะลืมสิ่งที่คุณทำไป แต่พวกเขาจะไม่มีวันลืมว่าคุณทำให้เขารู้สึกอย่างไร" ไม่ใช่แค่บทกวีที่ยิ่งใหญ่และบทสวดที่ดีของชีวิตส่วนตัวฉันเท่านั้น มันเป็นสิ่งที่ Zappos ใช้เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันของพวกเขา และผ่านกระบวนการดังกล่าวนับตั้งแต่ปี พ. ศ. 1999 โดยมุ่งเน้นไปที่วัฒนธรรมของบริษัท และการบริการลูกค้า จากสองสิ่งนี้พวกเขาสามารถสร้าง บริษัทที่มียอดขายก่อนหักค่าใช้จ่ายปีละ 2 พันล้านเหรียญ และขายให้กับ Amazon ในราคาา 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อไม่กี่ปีก่อน

ฉันเอา Zappos มาพูดเพราะมันไม่ใช่แค่เขาทำคนเดียว สิ่งที่เป็นปรากฎการณ์คือ บริษัทอื่นๆ ก็ทำมันด้วย ดังนั้น ถ้าใช้กราฟรายปีของสถานที่ทำงานที่ดีที่สุด 100 บริษัท (นิตยสารฟอร์จูนทำอย่างสิ่งนี้ทุกปี) [ภาพ] ก็ทำดีกว่า S&P 500 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาตลอด และสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากเกี่ยวกับความคิดทั้งหมดของเรื่องความสุขคือการที่เราสามารถทำการวัดมันได้แล้วในเวลานี้

ฉันไม่รู้ว่าคุณได้เห็นปกของ Harvard Business Review เมื่อหลายปีก่อนหรือไม่ที่มี smiley ยิ้มและสัญลักษณ์ดอลลาร์เม้มอยู่ที่มุมปาก ซึ่ง Harvard Business Review กำลังพูดว่า มันมีคุณค่าทางเศรษฐกิจในเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีและความสุข ไม่ว่าขนาดอุตสาหกรรมหรือขนาดบริษัทจะใหญ่เล็กแค่ไหน มันบอกว่า หากพนักงานมีความสุข พวกเขาจะขายสิ่งของได้มากขึ้นหรือมีประสิทธิภาพในการผลิตที่ดียิ่งขึ้น หรือถ้าเป็นหมอ พวกเขาก็จะทำการตัดสินใจได้ดีขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ในงานที่ตนทำ แต่สำหรับเราหมายถึงคือเคล็ดลับการตัดความสุขออกมาและทำการวัดมันจริงๆ

ดังนั้นเราจึงทำงานร่วมกับ Nick Marks ซึ่ง Nick Marks มีรายการพูดคุยกับ TED ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เกี่ยวกับดัชนีความสุขบนโลก เราทำงานร่วมกับเขาเพื่อสร้างดัชนีความสุขเชิงธุรกิจ ให้เราสามารถไปหาบริษัทต่างๆ และค้นดูว่าพวกเขามีความสุขมากน้อยเพียงใดและจะย้อนรอยกลับไปจัดทำเป็นดัชนีชี้วัดได้อย่างไร

แต่สิ่งที่น่าสนใจ แม้เราจะมีเครื่องมือเหล่านี้หมดแล้วก็ตาม แต่ในปี พ.ศ. 2011 พวกเราพบผลสำรวจ ที่บอกว่า 71% ของพนักงานไม่สนใจการทำงาน ส่งผลให้เกิดความสูญเสียเชิงการผลิต 300 พันล้านดอลลาร์ นี่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2011 ซึ่งเป็นปัญหาและเป็นความท้าทายใหญ่ที่พวกเราจะต้องเผชิญในงานส่งมอบความสุข ฉันจะพูดต่อไปว่าเราจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ฉันจะพูดถึงวิทยาศาสตร์แห่งความสุขบ้างเล็กน้อย ส่วนที่เป็นกรอบ และสิ่งที่เราได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กันกับสิ่งที่เกิดขึ้น

หนึ่งในนั้นคือบันทึกประจำวันที่เขียนขึ้นโดยผู้หญิงที่ทำงานดูแลแบบประคับประคองในบ้านพักรับรองบุคคลก่อนเสียชีวิต สิ่งที่เธอสังเกตเห็นตลอดในหลายๆ ปีที่ทำงานที่นั่นคือ ผู้คนพูดสม่ำเสมอก่อนจะตายถึง "ความปรารถนาของพวกเขา" ในชีวิต หนึ่งใน 5 ลำดับแรกคือ “ฉันเสียดายที่ไม่ได้ทำให้ชีวิตฉันมีความสุขมากกว่านี้” อีกอันคือ "ฉันเสียดายที่ไม่ได้ใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัวมากกว่านี้" แต่อันดับที่หนึ่งคือ "ฉันเสียดาย" และที่เธอได้ยินคือ "ฉันเสียดายที่ไม่กล้าแสดงความเป็นตัวของตัวเอง และไม่ใช่เป็นคนที่คนอื่นคาดหวังให้ฉันเป็น" และถ้าเรากลับไปศึกษาดูก็จะให้เห็นได้ว่า ผู้คนรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ทำอะไรบางอย่าง พวกเขาไม่เสียใจสิ่งที่ได้ทำไปในบั้นปลายสุดของชีวิต

ดังนั้น เราจะนำเอากระบวนทัศน์เหล่านี้ไปประยุกต์เข้ากับความจริงในปัจจุบันได้อย่างไร นี่เป็นอีกการศึกษาหนึ่งที่ได้ทำ ซึ่งได้จับองค์ประกอบของความสุข และแยกความแตกต่างออกมา ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ห้าสิบเปอร์เซ็นต์มาจากธรรมชาติหรือพันธุ์กรรม 10 เปอร์เซ็นต์มาจากธรรมชาติหรือสภาพแวดล้อมรอบตัวเรา และ 40 เปอร์เซ็นต์ จากการศึกษาครั้งนี้ หรือที่ฉันเรียกว่าเป็นบรรทัดฐาน หรือสัดส่วนที่สามารถควบคุมความสุขในกิจวัตรและการตัดสินใจในชีวิตประจำวันของเรา แต่น่าสนใจคือ สุภาพบุรุษคนหนึ่งชื่อ Shawn Achor ได้เขียนหนังสือชื่อว่า The Happiness Advantage ได้ผูกโยงสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน บรรทัดฐาน ธรรมชาติและพันธุ์กรรมรวมกันจะเกิดโอกาสในการควบคุมความสุขอย่างยั่งยืนได้ 90 เปอร์เซ็นต์ ทฤษฎีทั้งหมดของเขาชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จไม่ได้สร้างความสุข ความสุขต่างหากที่สร้างความสำเร็จ คนที่ดำเนินการจากสภาวะจิตใจที่ดี เทียบกับปกติหรือเชิงลบ จริงๆ แล้ว จะมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลมากกว่าในท้ายที่สุด ถ้ามองจากมุมมองคนหัวโบราณหน่อย คือจะประสบความสำเร็จมากกว่า ดังนั้น เราจะเอาสิ่งนี้เหล่านี้เข้ามาในชีวิตของเราได้อย่างไร

นี่เป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่เราพูดถึงในหนังสือ เป็นคันโยกที่แตกต่างกันในการเพิ่มความสุขให้เราในชีวิตประจำวันของเรา สิ่งแรกคือการควบคุมการรับรู้ เรารู้จักควบคุมการตัดสินใจที่มีผลต่อชีวิตของเราหรือเปล่า ผลที่ตามมาคือสิ่งที่ฉันเรียกว่า "การจัดการความคาดหวัง" ซึ่งเตรียมพร้อมรับกับสิ่งที่แย่ที่สุด แต่คาดหวังผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ดังนั้น เราจึงเดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์และให้ความคาดหวังที่แย่เอาไว้ก่อน แล้วออกมารู้สึกว่า ใช่จริงๆ แล้วมันค่อนข้างดี ถ้าเราคิดเสมอว่าดีมาก หนังยอดเยี่ยมที่สุด ฉันก็คงจะไปใช้เวลา 90 นาทีของชีวิตฉันที่อื่นมากกว่า แต่สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่คุณจะทำ แต่เป็นวิธีการที่คุณกำหนดกรอบไว้ในสมองของคุณเพื่อสร้างความจริงขึ้นมาจริงๆ

คันโยกต่อไปที่เราพูดถึงคือการรับรู้แบบก้าวหน้า นี่คือเรื่องที่คุณเติบโต เรียนรู้ และพัฒนาอย่างต่อเนื่องในชีวิต พูดถึงภาพยนตร์ คุณจำภาพยนตร์เรื่อง Coming to America with Eddie Murphy ได้หรือไม่ เขาเดินทางมาอเมริกาและสิ่งที่เขาอยากทำก็คือได้รับประสบการณ์ชีวิตจริงเพราะเขาเป็นเจ้าชายที่ไม่เคยทำงาน และได้งานทำที่ McDonalds เข้าใจว่าเป็น Mock Donalds จำลองมากกว่า

และเขาบอกกับเพื่อนว่า "เฮ้ ฉันเคยไปที่นั่นมาแล้ว ชั้นถูพื้นจริงๆ แต่ตอนนี้ฉันหั่นผักกาดหอม ต่อไปฉันจะทำเบอร์เกอร์และทอดมัน และคุณรู้ไหม โอโฮ้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ฉันจะเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ” ดังนั้นสำหรับเขา นี่คือความก้าวหน้าในความคิดของเขา ความสุขในรูปแบบของเขาเอง ฉันไม่ได้พูดว่าไม่ต้องสนใจกับสภาพแวดล้อม แต่เราก็ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ภายในหนึ่งวัน แต่เราสามารถเปลี่ยนโลกในความนึดคิดของเราเองได้ทันทีในวันละครั้ง

สิ่งที่สามเราพูดถึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก คือการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่น โดยเฉพาะความลึกและความกว้างของความสัมพันธ์รอบตัวเรา

สุดท้ายคือวิสัยทัศน์และความหมาย และฉันจะพูดถึงเรื่องนี้มากขึ้นต่อไป นี่เป็นอีกกรอบหนึ่งพวกเราพูดถึง เป็นความสุขสามประเภท ประเภทแรกคือความสุขหรือที่เราเรียกว่า ร็อคสตาร์ ซึ่งเป็นความสุขที่สำคัญอย่างมาก เพราะเราทุกคนต้องการมัน เหมือนกับออกไปข้างนอกและดื่มกับเพื่อน ซื้อรถ หรือซื้อเสื้อผ้าใหม่ สิ่งเหล่านี้เป็นความสุขที่สำคัญ แต่น่าเสียดายที่พวกมันค่อนข้างเลื่อนลอยและไม่ยั่งนืน ซึ่งก็แน่นอน ยกเว้นว่าคุณจะอยู่บนร็อคสตาร์

ความสุขประเภทต่อไปนี้ที่พวกเราจะพูดถึงคือ สิ่งที่เราเรียกว่าความหลงไหล การไหลและการเข้าร่วม การเข้าร่วมเป็นการมีส่วนร่วมกับคนรอบตัวคุณ และการไหลจริงๆ เป็นศัพท์จิตวิทยา พูดถึงเวลาคุณทำกิจกรรมบางอย่างที่เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงจริงแต่คุณรู้สึกเหมือนเพียงไม่กี่นาที อาจจะเป็นการภาพวาด อาจเป็นการร่อนว่าว ขึ้นอยู่กับสถานะของการไหลที่คุณได้รับ การวิจัยแสดงให้เห็นว่าถ้าคุณทำสิ่งนี้มากขึ้นในช่วงเวลาของวัน ระดับความสุขของคุณจะมีมากขึ้นด้วย และคำศัพท์ การไหล ได้ถูกพัฒนาโดยคนที่ชื่อ Mihaly Csikszentmihalyi และมีเรื่องเล่ากันว่า เขาได้พัฒนาแนวคิดนี้เมื่อเขาต้องพูดชื่อของเขาเร็วๆ 10 ครั้ง

ท้ายสุด รูปแบบความสุขที่ยั่งยืนที่สุด และเป็นการตอบคำถามที่ฉันได้เริ่มต้นไว้คือ เราจะรักษาความสุขในระยะยาวได้อย่างไรในเมื่อเราคาดเดามันได้ยากยิ่งในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ และการวิจัยก็ได้เน้นในเรื่องนี้ เป็นจุดประสงค์และความหมายที่สูงขึ้นกว่าของชีวิตเรา ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม อาจจะเป็นการมีลูก แต่ก็อาจจะเป็นมากกว่านั้นอีก เหมือนที่เราพูดที่ DH ถ้าคุณจะเป็นตัวของตัวเองจริงๆ แม้อาจจะไม่เต็มร้อยก็จริง เราเชื่อว่าทุกคนก็มีอะไรบกพร่องไปบ้างไม่มากก็น้อย จากนั้น ก็ค้นหาเป้าหมายที่สูงขึ้นของคุณ และถ้าเรายึดมั่นการดำเนินชีวิตแบบนั้นจริงๆ นักวิทยาศาสตร์ก็บอกว่า นั่นเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาไปสู่ความสุขอย่างยั่งยืนในระยะยาวได้

Jenn Lim, เป็น CEO และหัวหน้าด้านความสุขของ Delivering Happiness ซึ่งเป็นบริษัทที่เธอและ Tony Hsieh ซีอีโอของ Zappos.com ร่วมก่อตั้งขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้มีความสุขผ่านวิธีทางวิทยาศาสตร์ ความมุ่งมั่นและเป้าหมายในที่ทำงาน ที่บ้าน และชีวิตประจำวัน บทบาทของเธอคือนำเอาผู้คน ทรัพยากร และการเงินมารวมกันเข้าพื่อสร้าง บริษัทที่ยั่งยืนผ่านเลนส์แห่งความสุข นอกจากนี้ Lim ยังบริหารตารางการพูดที่เรียกร้องให้เธอต้องเดินทางไปทั่วโลก ก่อนที่จะทำงานส่งมอบความสุข Lim เป็นที่ปรึกษาของ Zappos เธอสร้างหนังสือวัฒนธรรม Zappos ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวิธีที่บริษัทจะสามารถใช้ความสุขเป็นรูปแบบธุรกิจเพื่อเพิ่มผลผลิตและผลกำไร ปัจจุบัน เธอทุ่มเทให้กับการเติบโตของ Delivering Happiness ในการช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความสุขในคน ชุมชน และบริษัท เพื่อร่วมกันสร้างโลกแห่งความสุขขึ้น

 

{{GetTotalComments()}} Comments

Please Login or Become A Member to add comments